วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

เอสคีลัส (Aeschylus)




เอสคีลัส(ราว525-455 ปีก่อนคริสต์ศักราช)เป็นบิดาแห่งงานประพันธ์โศกนาฎกรรมและเป็นหนึ่งในนักเขียนบทละครคนแรกๆที่ผลงานยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้บทละครของเอสคีลัสประพันธ์ขึ้นในช่วงที่เอเธนส์เริ่มปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยบทละครของเขาจึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของบทละครตะวันตกและประตูสู่วัฒนธรรมกรีกโบราณ

เอสคีลัสเกิดในแอตติกาซึ่งเป็นภูมิภาคที่ล้อมรอบกรุงเอเธนส์เขาเข้าร่วมกองทัพเอเธนส์และร่วมรบในสงครามมาราธอนเมื่อ490ปีก่อนคริสต์ศักราชและในสงครามเซลามิสเมื่อ480 ปีก่อนคริสต์ศักราชสงครามทั้งสองครั้งที่ประสบชัยชนะเป็นการสู้รบกับจักรวรรดิเปอร์เซียซึ่งช่วยรักษาเอกราชของเอเธนส์เอาไว้และกลายเป็นข้อมูลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้การประพันธ์บทละครเรื่องThe Persians (472ปีก่อนคริสต์ศักราช)ซึ่งนี่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดาบทละครที่เหลืออยู่ของเอลคีลัส

บทละครชิ้นนี้ค่อนข้างแปลกในแง่ที่ว่าเอสคีลัสพยายามบอกเล่าเรื่องราวของสงครามจากมุมมองของฝ่ายเปอร์เซียแทนที่จะมองผ่านจุดยืนของกรีกซึ่งเป็นฝ่ายชนะเนื่อเรื่องเกิดขึ้นในซูซาเมืองเหลวงของจักรวรรดิเปอร์เซียโดยนำเสนอความพ่ายแพ้ของฝ่ายเปอร์เซียในลักษณะโศกนาฎกรรมอันเกิดจากความอหังการของกษัตริย์เซอร์ซีส(519-465 ปีก่อนคริสต์ศักราช)เอสคีลัสนำเสนอในลักษณะที่ว่ากษํตริย์เซอร์ยุซีสทำให้พระเจ้าทรงพิโรธด้วยการสร้างสะพานข้างช่องแคบแฮลเลสปอนด์ซึ่งส่งผลให้เขาพ่ายแพ้

The Oresteiaบทละครไตรภาคว่าด้วยกษัตริย์อะกาเมมนอนแห่งอาร์กกอสผู้เป็นตำนานมีอายุเก่าแก่ย้อนไปประมาณ457 ปีก่อนคริสต์ศักราชบทละครไตรภาคนี้ไม่ต่างจากThe Persiansตรงที่เรื่องราวโศกนาฏกรรมทั้งสามซึ่งเกี่ยวข้องกับจุดอ่อนของตัวเอกได้นำเขาไปสู่หายนะในที่สุดThe Oresteiaยังเป็นที่มาของตัวละครหลายตัวในวรรณกรรมตะวันตกเช่น แคสซานดร้าผู้มีพรสวรรค์ด้านการพยากรณ์แต่ถูกลิขิตมาให้ไม่มีใครเชื่อหรือไม่สนใจบทละครโศกนาฏกรรมของเอสคีลัสวางธรรมเนียมปฏิบัติไว้หลายประการให้กับละครและมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อนักเขียนบทละครชาวกรีกรุ่นหลังอย่างโซโฟเคลส(ราว496-506 ปีก่อนคริสต์ศักราช)และยูริิบิตีส(ราว484-406 ปีก่อนคริสต์ศักราช) 

นอกจากนี้แล้วไม่มีใครได้รู้เกี่ยวกับชีวิตของเขาเลยเขาชนะการประกวดบทละครในกรุงเอเธนส์หลายต่อหลายครั้งและประมาณว่าเขาประพันธ์บทละครทั้งหมดกว่า90 เรื่องแต่ทุกวันนี้หลงเหลืออยู่เพียง7 เรื่องเอสคีลัสเสียชีวิตระหว่างไปเยือนเกาะชิชิลีซึ่งตามตำนานเล่าว่ามีนกตัวหนึ่งปล่อยเต่าลงบนศรีษะจึงทำให้เขาเสียชีวิต

ประวัติเพลง Happy Birthday to you

เพลง "Happy Birthday to you" ซึ่งกินเนสบุกระบุว่าเป็น
เพลงภาษาอังกฤษที่มีการร้องบ่อยที่สุด แต่งทำนองโดย
แพ็ตตี้ ฮิลล์ และ มิลเดร็ด ฮิลล์ พี่น้องชาวอเมริกันจากรัฐเคนทักกี้ 
ในปี พ.ศ. 2436 โดยเริ่มแรก สองพี่น้องซึ่งเป็นครูสอนใน
โรงเรียน Louisville Experimental Kindergarten School
ได้ตั้งใจใช้สำหรับทักทายนักเรียนในชั้นโดยใส่ประโยคว่า
"Good Morning to All" (อรุณสวัสดิ์ทุกคน) 

ขณะที่ แพตตี้ ผู้เป็นน้องสาวนั้นเป็นครูใหญ่ 
มิลเดรดแต่งทำนองเพลงนี้ขึ้น 
โดยแพตตี้ก็แต่งเนื้อร้องให้ จนได้เพลงชื่อ
"Good Morning to All" 

ซึ่งพี่น้อง 2 คนใช้เป็นเพลงทักทายเด็กในชั้นเรียน
เนื้อเพลงตามต้นฉบับดั้งเดิม มีดังนี้

Good morning to you
Good morning to you
Good morning, dear children
Good morning to all

ต่อมา บทเพลงดังกล่าวก็ถูกพิมพ์ลงหนังสือเพลง
"Song Stories For The Kindergarten" จึงเป็นที่รู้จัก
และครูในโรงเรียนอื่นก็ใช้เอาไปร้องทักนักเรียนด้วย
จากนั้นไม่นานก็เป็นที่นิยมสำหรับเด็ก
นักเรียนเอาไปใช้ร้องกับครูแทน และ
ก็เป็นที่รู้จักในชื่อ "Good Morning To You"
เนื่องจากเนื้อเพลงท่อนที่ 3 นั้นถูกเปลี่ยนไป
ตามความเหมาะสม
แต่สำหรับใครเป็นผู้คิดแต่งเนื้อพลงให้กลายเป็น
"Happy Birthday to You"
ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนแต่งขึ้น อย่างไรก็ตาม 
พบว่าเนื้อเพลง
นี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ในหนังสือเพลงฉบับหนึ่ง 
ในปี 1924 โดยเป็นเนื้อเพลงบทที่ 2 ของเพลง 
"Good Morning to You" 
จากนั้นหนังหลายเรื่องและรายการวิทยุก็นำไปใช้
เป็นเพลงอวยพรวันเกิด 
จาก"Good Morning To You" ก็เลยเปลี่ยนไปเป็น
"Happy Birthday To You" ในที่สุด

         

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

ประวัติของขนมโดนัท



 ขนมแป้งทอดมีรูตรงกลางชื่อเก๋ไก๋ว่าโดนัท มีประวัติความเป็นมายาวนาน นักโบราณคดีเคยขุดพบซากชิ้นส่วนฟอสซิล ที่มีลักษณะคล้ายขนมโดนัทจากกองขยะของชาวพื้นเมืองอเมริกาในยุคก่อนประวัติศาสตร์ สันนิษฐานว่าเริ่มมีขึ้นครั้งแรกที่เมืองแมนแฮตเตน หรือ นิวอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นเมืองอพยพของชาวดัตช์ที่มาตั้งรกรากในอเมริกา

ปัจจุบันคือเมืองนิวยอร์ก ซิตี้ มีชื่อภายใต้ภาษาดัตช์ว่า "โอลีคูกส์" หรือมาจาก ออยลี เคกส์ นั่นเอง

      ในยุคต้นของการล่าอาณา นิคม ชาวดัตช์-อเมริกัน ที่อพยพมาได้ค้นพบวิธีการนำแป้งเค้กมาทอด โดยมีเรื่องเล่าเม้าธ์กันเลยเถิดว่า บังเอิญมีวัวตัวหนึ่งไปเตะหม้อน้ำมันเดือดๆ หกราดบนแป้งขนมอบที่ผสมแล้ว ทำให้เกิดขนมทอดสีทองชนิดใหม่ขึ้นมา

      ประมาณปี 1847 เอลิซาเบธ เกรกอรี่ มารดาของกัปตันเรือนิวอิงแลนด์ นำส่วนผสมที่หลากหลายจากคาร์โกเรือของลูก เช่น ลูกจันทน์เทศ อบเชย และเปลือกมะนาว มาใส่ลงในแป้งทอด นำไปให้บุตรชายและลูกเรือเป็นเสบียงในการเดินทาง ในตอนนั้นเกรกอรี่นำถั่วฮาเซลนัทหรือวอลนัทมาวางตรงกลางของขนม และเรียกขนมนี้ว่า โดนัท อันเป็นที่มาของชื่อขนมในปัจจุบัน

      ส่วนที่มาของรูบนขนมโดนัท มีเรื่องเล่าปากต่อปากกันมากมาย แต่จุดเริ่มต้นคือ แฮนสัน เกรกอรี่ บุตรชายของเอลิซาเบธ ที่น่าเชื่อถือสุดบอกว่าแฮนสันไม่ชอบขนมโดนัทของแม่ที่อมน้ำมันมากเกินไป ซึ่งตอนนั้นยังมีรูปทรงกลมอยู่ เขาก็เลยใช้ขวดพริกไทยบนเรือ เจาะรูตรงกลางของขนม และได้สอนเทคนิคนี้ให้แม่ อันเป็นที่มาของรูบนขนมโดนัทนั่นเอง เมื่อมีการจัดงานปาร์ตี้แฮนสันก็จะนำขนมโดนัทออกมาเลี้ยงแขก ได้รับคำชื่นชมเป็นอันมาก

      โชคร้ายที่แฮนสันถูกจับเผาทั้งเป็นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกแม่มด แต่ทุกวันนี้ยังมีแผ่นหินสลักยกย่อง แฮนสัน เกร กอรี่ ที่เมืองแคลมโคฟ มลรัฐเมน ในฐานะเป็นคนริเริ่มให้ขนมโดนัทมีรู

      เครื่องผลิตโดนัทเครื่องแรกเกิดขึ้นในปี 1920 เมืองนิวยอร์ก ซิตี้ โดยนายอดอล์ฟ เลวิตต์ ผู้ลี้ภัยจากสมัยของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย เครื่องทำขนมโดนัทของเขาทำให้ขนมโดนัทเป็นที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว

      ปี 1934 ในงานเวิลด์แฟร์ที่ชิคาโก โดนัทกลายเป็นขนมยอดฮิตในศตวรรษแห่งความก้าวหน้า มีการนำเครื่องทำขนมโดนัทอัตโนมัติมาจัดแสดง

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ปลาสิงโตปีก

ปลาสิงโตปีก หรือ ปลาสิงโตปีกจุด (อังกฤษ: Red lionfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Pterois volitans /เท-โร-อิส-โว-ลิ-แทนส์/) เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่งจำพวกปลาสิงโต ในวงศ์ปลาแมงป่อง (Scorpaenidae)
มีครีบอกแผ่กว้างมีก้านครีบแข็งยื่นยาวออกไป และมีเยื่อยึดระหว่างก้านครีบ ครีบหางโค้งมน พื้นลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีดำแต้มบนเยื่อยึดระหว่างก้านครีบอก ครีบหลังมีก้านครีบแข็งทั้งหมด 13 ก้าน ซึ่งแต่ละก้านสามารถเคลื่อนไหวเป็นอิสระ โดยมีครีบเป็นตัวยึดติดไว้ ในก้านครีบหลังมีบางก้านซึ่งมีเข็มพิษและภายในบรรจุถุงพิษ รวมถึงครีบอื่น ๆ เช่น ครีบก้น, ครีบอก ด้วย หากถูกแทงจะได้รับความเจ็บปวดมาก เมื่อแทงเข้าไปในเนื้อเยื่อของผู้ที่โดนแทงจะก่อให้เกิดความปวดแสบปวดร้อน เพราะมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น เป็นอัมพาต หรืออัมพาตชั่วคราว รวมถึงเป็นแผลพุพองได้ด้วย
ขนาดโตเต็มที่สามารถยาวได้ถึง 47 เซนติเมตร (18.5 นิ้ว) ในขณะที่ยังเป็นปลาวัยอ่อนจะมีความยาวสั้นกว่า 1 นิ้ว (2.5 เซนติเมตร) มีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 10 ปี เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนของอินโด-แปซิฟิก แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของน่านน้ำแถบอเมริกาเหนือและแคริบเบียน เช่น มหาสมุทรแอตแลนติก, ฟลอริดา และบาฮามาส แต่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ามีการแพร่ระบาดข้ามคลองปานามาด้วยหรือไม่ เชื่อว่า มาจากการปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติของการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม โดยพบครั้งแรกเมื่อฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2002 โดยนักดำน้ำผู้หนึ่งที่ฟลอริดา
จากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ปลาสิงโตปีกแพร่ระบาดแทบทุกแนวปะการัง โดยสามารถพบได้ในที่ ๆ มีความลึกได้ถึง 600-800 ฟุต แต่โดยเฉลี่ยจะพบชุกชุมที่ความลึกไม่เกิน 200-400 ฟุต เป็นต้นเหตุทำให้ปลาขนาดเล็กซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่นหลายชนิดหายไป เนื่องจากเป็นปลาที่กินอาหารได้จุมาก และแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แม่ปลาหนึ่งตัวสามารถผลิตไข่ได้ถึงปีละ 2 ล้านฟอง และมีความสามารถสูงในการสืบพันธุ์ทุก ๆ 3-4 วัน ครั้งละนับแสนฟอง จนต้องมีการกำจัดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาแพร่พันธ์มากจนเกินไป และไปทำลายระบบนิเวศ วิธีการกำจัดนั้นมีหลายวิธี รวมถึงการล่ามาเพื่อรับประทานเป็นอาหารของรัฐบาลบาฮามาสด้วย โดยในเริ่มแรกยังไม่มีผู้กล้ารับประทานเนื้อเพราะเกรงว่าจะมีพิษ แต่ความจริงแล้ว สามารถรับประทานได้ เนื้อปลามีความนุ่มอ่อนและมีรสชาติดี แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอ
นอกจากนี้แล้ว ปลาสิงโตปีกยังเป็นอาหารที่ชื่นชอบของปลากินเนื้อขนาดใหญ่กว่า เช่น ปลากะรัง ในขณะที่ปลาขนาดใหญ่บางจำพวก เช่น ปลาฉลาม กลับไม่กินเป็นอาหาร เนื่องจากเป็นปลาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในท้องถิ่น

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปลาสิงโตปีก

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

10 รองเท้าหน้าตาแปลกในประวัติศาสตร์โลก

 1. รองเท้ากลีบบัว (จีน, ศตวรรษที่ 10-ปี 2009)

          รองเท้ากลีบบัวมีต้นกำเนิดจากประเทศจีนในช่วงยุคศตวรรษที่ 10 จวบจนถึงราวปี 2009 นี้ มันเป็นรองเท้าคู่เล็กกระจิริดเสียจนนึกไม่ถึงว่าจะสามารถใส่เท้าของคนเข้าไปได้จริง ๆ แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นมาแล้วพร้อม ๆ กับวัฒนธรรมการรัดเท้าของชาวจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่เชื่อว่าเท้าที่รัดเป็นรูปดอกบัวจะบ่งบอกถึงอนาคตที่ดีของลูกสาว อย่างการได้แต่งงานออกเรือนไปกับชายที่มีฐานะดี 

รองเท้าแปลก
        2. บัลเลต์บูท (1980's-ปัจจุบัน)

          รองเท้าที่ผสมผสานระหว่างรองเท้าบัลเลต์กับรองเท้าส้นสูงเข้าไป ได้ออกมาเป็น บัลเลต์บูท หน้าตาแปลก ๆ เดิมทีแฟชั่นนี้จำกัดอยู่ในกลุ่มแคบ ๆ ของคนที่หลงใหลรองเท้าหน้าตาประหลาด แต่แล้วมันกลายเป็นรองเท้าแฟชั่นหวือหวาไปในช่วงปี 1980's เมื่อใส่แล้วปลายเท้าจะเหยียดตรงแน่วราวกับกำลังเต้นระบำบัลเลต์อยู่ อย่างไรก็ดีมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการสวมใส่เป็นเวลานาน ๆ เป็นแค่รองเท้าเอาไว้ใส่เก๋ ๆ ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง

รองเท้าแปลก
        3. รองเท้าเจ้าสาวหัวแหลมทำจากไม้ (ฝรั่งเศส, ยุคปลายศตวรรษที่ 19)

          รองเท้าเจ้าสาวทำจากไม้คู่นี้มีต้นกำเนิดมาจากแถบหุบเขา Bethmale ทางตอนใต้ของเมือง Saint Girons ในเขต Ariege ของประเทศฝรั่งเศส ย้อนกลับไปเมื่อสมัยศตวรรษที่ 9 ชาวบ้านเมืองนี้ต่อสู้ชนะกลุ่มแขกมัวร์ผู้มาลักเอาตัวผู้หญิงในหมู่บ้านไป เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะจึงได้ควักหัวใจของศัตรูออกมาปักที่ปลายแหลมของยอดรองเท้าที่ทำจากไม้วอลนัท ซึ่งรองเท้าหนึ่งข้างจะทำมาจากไม้วอลนัทชิ้นเดียวกันทั้งหมด ภายหลังจึงมีการดัดต้นวอลนัทให้เป็นรูปร่างโค้งงอตามที่ต้องการเพื่อให้นำมาทำรองเท้าได้ง่ายขึ้น และชายหนุ่มก็จะมอบรองเท้าคู่นี้ให้แก่หญิงสาวของเขา โดยเชื่อว่ายิ่งปลายยอดของรองเท้าแหลมมากเท่าไร ก็แสดงถึงความรักที่ชายผู้นั้นมอบให้มากเท่านั้น 

รองเท้าแปลก

        4. พาดูกัส รองเท้าแตะของชาวอินเดีย (อินเดีย, ช่วงปี 1700's)

          พาดูกัส นับเป็นรองเท้าที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอินเดีย มันมีเพียงส่วนที่เป็นพื้นรองเท้ากับตุ่มที่โผล่ออกมาให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้หนีบยึดเอาไว้เท่านั้น นอกจากพาดูกัสแบบธรรมดาแล้ว ยังมีพาดูกัสแบบหนามสำหรับผู้มีรสนิยมชอบทรมานตนเอง หรือเป็นพวกมาโซคิสม์ด้วย ผู้ที่เป็นมาโซคิสม์บางรายชอบความรู้สึกทิ่มแทงจากหนามแหลม โดยหลังจากที่ร่างกายถูกทรมานจากปลายหนามราว 20-40 นาที กลไกของร่างกายจะสั่งให้หลั่งสารเคมีระงับความเจ็บปวดชนิดหนึ่งออกมา ทำให้เกิดความรู้สึกชา เคลิ้ม และเหมือนตกอยู่ในภวังค์ บ้างก็เทียบว่าเป็นความรู้สึกเหมือนไปถึงจุดสุดยอดเลยทีเดียว แม้จะทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ รองเท้าพาดูกัสหนามกลับถูกสวมใส่โดยนักบวชชาวฮินดู หรือผู้บำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายตนเอง 

รองเท้าแปลก
        5. รองเท้าไร้ส้น  

          รองเท้าชนิดนี้ยังคงพบเห็นได้บ่อยเมื่อเหล่าแฟชั่นนิสต้าหลาย ๆ คนปรากฏกาย มันเปิดตัวสู่โลกเป็นครั้งแรกในงานเดินแบบของแบรนด์ Antonio Berardi เมื่อปี 2007 และเป็นที่ฮือฮามากมายอีกครั้ง เมื่อวิคตอเรีย เบคแฮม ได้สวมใส่มันในปี 2008 ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนผู้ออกแบบรองเท้าไร้ส้นเป็นคนแรกกล่าวว่า หากคิดว่ารองเท้าคู่นี้จะทำให้เจ็บเท้าล่ะก็ ผิดถนัดเลย เหล่านางแบบที่เข้ามาลองสวมเพื่อซ้อมเดินแบบแม้จะรู้สึกแปลก ๆ กับมันในตอนแรก แต่สุดท้ายก็บอกว่าใส่มันเดินได้สบาย ๆ ไม่ต่างอะไรกับรองเท้าทั่ว ๆ ไป มันรักษาสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี แพทย์ได้เตือนว่ามันอาจทำร้ายเท้า หัวเข่า และกระดูกสันหลังได้ หากว่าใส่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ  

รองเท้าแปลก

        6. ชอพินส์ รองเท้ายกพื้นจากอิตาลี (Chopines อิตาลี 1580-1620)

          ในปัจจุบัน การหาดูรองเท้าชอพินส์แบบโบราณแท้ ๆ แม้ในพิพิธภัณฑ์ก็ถือเป็นเรื่องยาก มันมีต้นกำเนิดในยุคเรเนสซองส์ และเป็นที่นิยมสำหรับสุภาพสตรีในยุคศตวรรษที่ 17 เป็นอย่างมาก จุดประสงค์ของรองเท้าที่ยกพื้นขึ้นมากกว่า 5 นิ้ว คือการทำให้ผู้สวมใส่ดูสูงโดดเด่นเป็นสง่า แต่ก็จำเป็นให้ต้องมีผู้ช่วยคอยประคองขณะเดินเพื่อไม่ให้ล้มลง นอกจากนี้มันยังถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงละเมียดละไมเป็นที่สุดด้วย ตัวรองเท้ามักทำจากไม้ แล้วหุ้มด้วยผ้าไหมหรือกำมะหยี่ ตกแต่งด้วยแผ่นเงินฉลุลาย ห้อยพู่ประดับสวยงาม แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีใครได้ยลความงามของรองเท้าชอพินส์เท่าไรนัก เพราะมันมักถูกปิดบังไว้ด้วยชุดกระโปรงยาวที่คลุมรองเท้าเอาไว้มิดชิดนั่นเอง 

รองเท้าแปลก
        7. รองเท้าสานจากไม้เบิร์ช (ฟินแลนด์ ยุคกลางศตวรรษที่ 20)

          ผู้หญิงในช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 20 ใส่รองเท้าชนิดนี้กันแทบทุกวัน โดยนำผ้ามาห่อพันเท้าก่อนที่จะสวมเข้าไปในรองเท้าซึ่งสานจากเปลือกไม้อีกที ทั้งยังมีบ่อยครั้งที่รองเท้าสานนี้ถูกนำมาสวมใส่เพื่อป้องกันไม่ให้รองเท้าราคาแพงที่สวมอยู่ด้านในเลอะเปรอะดินโคลนจากการลุยฝนหรือหิมะ มันมีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้นราว 1 สัปดาห์เท่านั้น ไม้ที่นิยมนำมาทำรองเท้าสานนี้มากที่สุดคือไม้เบิร์ช ตามมาด้วยเปลือกไม้จากต้นลินเดนและต้นเลมอน นอกจากในฟินแลนด์แล้ว ประเทศรัสเซีย นอร์เวย์ และสวีเดน ก็มีรองเท้าสานจากเปลือกไม้เป็นของตัวเองด้วย 

รองเท้าแปลก

        8. กับกับส์ (Kabkabs  เลบานอน, ศตวรรษที่ 14-17)

          รองเท้าไม้ประดับแผ่นโลหะเงินนี้มาจากประเทศเลบานอน รู้จักกันในชื่อ กับกับส์ หรือ นาลินส์ ผู้หญิงตะวันออกกลางนิยมใส่เพื่อดีดตัวเองให้สูงจะได้พ้นความสกปรกจากฝุ่นดินและพื้นที่เฉอะแฉะไปด้วยโคลน รวมทั้งใส่ในโรงอาบน้ำที่พื้นทั้งร้อนและเปียก สายด้านบนของกับกับส์ทำจากหนัง ผ้าไหม หรือกำมะหยี่ ส่วนพื้นรองเท้าบ้างประดับด้วยเงิน ทอง หรือดีบุกผสม และหากเป็นกับกับส์ของคนรวยก็จะฝังมุกเม็ดโตลงไปด้วย ในโอกาสพิเศษอย่างงานแต่งงาน กับกับส์ที่ทำจากไม้จะยิ่งถูกประดับให้วิจิตรงดงามมากขึ้น และในกรณีที่เจ้าสาวยังเป็นเด็ก กับกับส์ที่ใช้ก็จะมีความสูงมากขึ้นเพื่อให้เจ้าสาวดูตัวใหญ่ขึ้นด้วย แม้จะเป็นรองเท้าสำหรับผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สวมใส่มันอยู่บ้าง โดยจะลดทอนการประดับประดาลง ส่วนชื่อ "กับกับส์" ทีเรียกมันนั้น เลียนมากจากเสียงยามที่ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นหินอ่อนเวลาเดินนั่นเอง

รองเท้าแปลก

        9. รองเท้าส้นสูงของผู้ชาย (ยุโรป, ช่วงยุค 1700's)

          กางเกงขาพอง ถุงน่อง และรองเท้า กลายเป็นเครื่องแต่งกายสำคัญสำหรับผู้ชายในยุคศตวรรษ 1700's และเมื่อความสนใจในการแต่งกายเบนมาสู่ท่อนล่างของร่างกายมากขึ้น คุณผู้ชายจึงอยากจะมีเรียวขาที่ดูเรียวยาวสมส่วนดี รวมทั้งอยากให้ตัวสูงขึ้นดูสง่างามตา รองเท้าชายส้นสูงจึงถือกำเนิดขึ้นมา และมันก็ฮิตไปทั่วทั้งอาณาจักรเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 4 ซึ่งมีรูปร่างสันทัด หันมาใส่รองเท้ามีส้นเพื่อเพิ่มความน่าเกรงขามสร้างบารมีแก่ตน และเมื่อเจ้าแผ่นดินใส่ ใคร ๆ ก็เลยใส่ตาม เป็นที่นิยมมากในยุคนั้นเลยทีเดียว แถมยังมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยริบบิ้น หัวเข็มขัด หรือแม้แต่ลายปักรูปกุหลาบด้วย

รองเท้าแปลก
        10. โอโคะโบะ (ญี่ปุ่น, ศตวรรษที่ 18-ปัจจุบัน)

          นอกจากรองเท้าเกี๊ยะที่คนรู้จักกันดีแล้ว ญี่ปุ่นก็ยังมี "โอโคะโบะ" เป็นรองเท้าอีกคู่หนึ่งที่น่าสนใจ ตั้งแต่ก่อนช่วงปี 1970 ที่ไมโกะ หรือ เกอิชาฝึกหัด จะต้องใส่โอโคะโบะเอาไว้ แต่หาใช่เพื่อเหตุผลด้านความสวยความงาม หากแต่เพื่อให้ส้นที่สูงถึง 5.5 นิ้ว ช่วยยกมิให้ชายกิโมโนลากระเรี่ยพื้นยามเดิน พื้นรองเท้าด้านบนที่บากเข้าลึกก็บังคับให้ต้องเดินก้าวสั้น ๆ กันไม่ให้โคลนหรือน้ำดีดขึ้นมาโดนกิโมโนด้วย ตัวรองเท้าโอโคะโบะนั้นทำด้วยไม้ชิ้นเดียวกันทั้งหมด และเจาะส่วนกลางด้านในส้นให้กลวง ทำให้เกิดเสียงกังวาลเฉพาะตัวยามเดิน นอกจากนี้สายรองเท้าที่คาดด้านบนยังบอกถึงระดับของไมโกะแต่ละคนด้วย โดยไมโกะหน้าใหม่จะสวมโอโคะโบะที่มีสายสีแดง แต่หากเป็นไมโกะที่ใกล้ได้ขึ้นเป็นเกอิชาเต็มตัวแล้วก็จะใส่โอโคะโบะที่มีสายคาดสีเหลือง 

รองเท้าแปลก

เมื่ออากาศร้อน....มาหาวิธีคลายร้อนกันดีกว่า

- เดิน นั่งเล่น ทานอาหาร ห้างสรรพสินค้า ได้แอร์โดยไม่ต้องเปิดแอร์เองที่บ้าน หาเก้าอี้สาธารณะแล้วนำอาหารไปทานเองจากบ้านก็ได้ ไม่เปลืองสตังค์ มาถึงยุคนี้แล้ว ไม่ต้องอายค่ะ ทำไปก่อนค่ะ เดี๋ยวมีคนทำตามเพียบ!

- เข้าโรงหนัง ระหว่างนั่งรอหนังเข้า ก็เอามือถือมาเปิด oknation wap เล่นบล็อกซะ

- เข้าไปนั่งอ่านหนังสือ ทำงานที่ห้องสมุดที่เปิดแอร์อยู่แล้ว

- ไปนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ ตามสวนสาธารณะ สถานที่คุ้นเคย มีคนรู้จักแถบนอกเมือง

- อาบน้ำบ่อยๆ นอนแช่น้ำให้คลายร้อน (โดยไม่ต้องใช้เครื่องทำน้ำอุ่น)

- ทาแป้งเย็น หรือประดินสอพอง ให้ตัวลายพร้อย เปิดหน้าต่างรับลม

- ทำน้ำเย็นใส่กระติกไว้ทาน (เหยาะน้ำยาอุทัย สักนิดให้ชื่นใจก็ได้) ใส่กระติกใบเล็กสำหรับพกออกไปนอกบ้าน ไม่ต้องไปซื้อน้ำเย็น น้ำแข็งใสที่ไหน

- ทำไอศครีมหรือหวานเย็นทานเอง จะใช้น้ำผลไม้คั้นสดๆ (คั้นด้วยมือ) ผสมน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม เกลือนิดหน่อย หรือ ใช้น้ำแข็งทุบละเอียดใส่น้ำหวาน

- ทำราวแขวนผ้าในบ้าน ย้ายผ้าสะอาดๆที่หมาดแล้วมาตากในบ้าน ให้พัดลมพัดเฉี่ยวๆเอาลมเย็นมาปะทะตัวเรา
- ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากใยธรรมชาติ งดผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์

- ว่ายน้ำ เล่นน้ำ แถวสโมสรกีฬาที่มีสระว่ายน้ำให้ลงเล่นได้ หรือจะเล่นที่แม่น้ำ หรือน้ำตกก็ได้ถ้าอยู่ไกล้

- ใช้ปืนฉีดน้ำ หรือสแปรที่ใช้ฉีดเพื่อรีดผ้า ใส่น้ำสะอาดแล้วเอามาฉีดใส่ตัวเองซะ เย็นดี
- รดน้ำต้นไม้ นอกจากจะคลายร้อนยังได้ออกกำลังกาย แถมทำงานไปด้วยก็ได้ 3 in 1

หน้าร้อน, SUMMER, สุขภาพ, เคล็ดลับ, ความรู้, ฮอต, แดด

10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก

10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก

10.Kelly Smith
       Kelly Smith คือตำนานของนักฟุตบอลหญิงอังกฤษอย่างแท้จริง เธอเกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1978 เป็นชาวเมืองวัตฟอร์ด เล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า ได้รับรางวัลสูงสุดในอาชีพฟุตบอลขณะค้าแข้งอยู่กับสโมสรอาร์เซนอล ด้วยการคว้าโทรฟีจากศึก UEFA Women’s Cup
       
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       9.Hanna Ljungberg
       72 ประตูจากการลงสนามในเกมระดับนานาชาติให้กับประเทศสวีเดนตั้งแต่ปี 1996-2008 คือสถิติของนักฟุตบอลสาวผู้มีชื่อว่า Hanna Ljungberg แม้จะมีนามสกุลเดียวกับนักฟุตบอลชื่อดังในอดีตของสโมสรอาร์เซนอลอย่าง Fredrik Ljungberg แต่นอกจากฝีไม้ลายมือที่พอเทียบชั้นกันได้แล้ว เธอก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเขาแต่อย่างใด
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       8.Renate Lingor
       Renate Lingor คือกองกลางตัวหลักของทีมชาติเยอรมันมาตั้งแต่ที่เยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงในปี 2003 และ 2007 เธอประสบความสำเร็จในอาชีพนักฟุตบอลมาอย่างมากมาย ด้วยการนำทีมของตัวเองเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมันมากถึง 5 ครั้ง เป็นแชมป์บอลถ้วยของเยอรมันอีก 5 ครั้ง ในระยะเวลาที่เธอเล่นฟุตบอลอาชีพมาทั้งสิ้น 12 ปี
  
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       7.Cristiane Rozeira de Souza Silva
       ว่ากันว่านักฟุตบอลหญิงทีมชาติบราซิลที่เก่งที่สุดคือ Marta (อันดับที่ 2 ในรายชื่อของเรา) แต่ก็ยังมีคำกล่าวอีกว่า หากในทีมมี Marta คุณก็จะขาด Cristiane ไปไม่ได้เป็นอันขาด
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       6.Abby Wambach
       ในวัย 31 ปี Abby Wambach นำสหรัฐอเมริกาทะลุเข้าสู่รอบชิงฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกครั้งที่ 6 เมื่อปี 2011 ได้สำเร็จ แม้เกมนัดนั้นจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่ชื่อของเธอก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลหญิงไปอีกยาวนาน
      
       การเล่นอันงดงามของเธอในศึกแสนดราม่า ระหว่างอเมริกากับบราซิลในรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลก ซึ่งเธอสามารถสร้างปาฏิหาริย์ยิงประตูให้ทีมตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะกลับมาคว้าชัยชนะ คงไม่มีใครลืมเลือน แต่นั่นก็ไม่ใช่ผลงานทั้งหมดของเธอ
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       5.Homare Sawa
       Homare Sawa คือนักฟุตบอลผู้ยิงประตูให้ญี่ปุ่นตีเสมออเมริกาได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะได้ครองแชมป์โลกหลังจากการดวลลูกจุดโทษอันดุเดือด ในศึกชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2011
            
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       4.Sun Wen
       กองหน้าผู้กลายเป็นตำนานของประเทศจีน ด้วยการคว้ารางวัลรองเท้าทองคำและลูกฟุตบอลทองคำจากการทำประตูสูงสุดในฟุตบอลโลกหญิงปี 1999
      
       Sun Wen ทำประตูไปทั้งสิ้น 106 ตลอดการค้าแข้ง จากการลงเล่นในเกมระดับนานาชาติทั้งสิ้น 152 นัดให้แก่จีน ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2006 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 2002 เธอก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในศตวรรษจากฟีฟ่า
 
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       3.Birgit Prinz
       กองหน้าผู้นำเยอรมันคว้าแชมป์โลกได้ถึง 2 สมัยติดต่อกันเมื่อปี 2003 และ 2007 เป็นนักฟุตบอลหญิงที่ได้รับรางวัล FIFA Women's World Player of the Year ต่อจาก Mia Hamm (อันดับ 1 ในรายชื่อของเรา) ซึ่งครองตำแหน่งติดต่อกันถึง 2 สมัยนับตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลนี้
      
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       2.Marta Vieira da Silva
       หากฟุตบอลชายมี ‘เมสซี’ เธอนี่ล่ะคือ ‘เมสซี’ ของฟุตบอลหญิง -- ด้วยเทคนิคอันยอดเยี่ยม ทักษะและการเคลื่อนไหวที่ไม่แพ้ผู้ชาย รวมถึงการทำประตูอันหนักหน่วง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หากเธอจะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลหญิงที่เก่งที่สุด
      
       Marta ได้รับรางวัล FIFA Women's World Player of the Year มากถึง 5 ครั้ง ทำประตู 82 ประตูจากการลงเล่นให้ทีมชาติเพียง 73 นัด มากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนาม
       
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       1.Mia Hamm
       เมื่อนั่งลงถกเกียงกันว่า ใครคือนักฟุตบอลหญิงที่เก่งที่สุด คนที่ติดตามฟุตบอลหญิงระดับโลกอยู่บ้าง คงไม่มีใครลืมชื่อของ Mia Hamm ไปได้อย่างแน่นอน
      
       รางวัล FIFA World Player of the Year 2 ครั้ง พาสหรัฐอเมริกาคว้าแชมป์โลก 2 สมัยในปี 1991 และ 1999 อีกทั้งยังได้เหรียญทองจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกถึง 2 ครั้งในปี 1996 และ 2004 นั่นคือบทพิสูจน์