วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

10 รองเท้าหน้าตาแปลกในประวัติศาสตร์โลก

 1. รองเท้ากลีบบัว (จีน, ศตวรรษที่ 10-ปี 2009)

          รองเท้ากลีบบัวมีต้นกำเนิดจากประเทศจีนในช่วงยุคศตวรรษที่ 10 จวบจนถึงราวปี 2009 นี้ มันเป็นรองเท้าคู่เล็กกระจิริดเสียจนนึกไม่ถึงว่าจะสามารถใส่เท้าของคนเข้าไปได้จริง ๆ แต่สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นมาแล้วพร้อม ๆ กับวัฒนธรรมการรัดเท้าของชาวจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่เชื่อว่าเท้าที่รัดเป็นรูปดอกบัวจะบ่งบอกถึงอนาคตที่ดีของลูกสาว อย่างการได้แต่งงานออกเรือนไปกับชายที่มีฐานะดี 

รองเท้าแปลก
        2. บัลเลต์บูท (1980's-ปัจจุบัน)

          รองเท้าที่ผสมผสานระหว่างรองเท้าบัลเลต์กับรองเท้าส้นสูงเข้าไป ได้ออกมาเป็น บัลเลต์บูท หน้าตาแปลก ๆ เดิมทีแฟชั่นนี้จำกัดอยู่ในกลุ่มแคบ ๆ ของคนที่หลงใหลรองเท้าหน้าตาประหลาด แต่แล้วมันกลายเป็นรองเท้าแฟชั่นหวือหวาไปในช่วงปี 1980's เมื่อใส่แล้วปลายเท้าจะเหยียดตรงแน่วราวกับกำลังเต้นระบำบัลเลต์อยู่ อย่างไรก็ดีมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการสวมใส่เป็นเวลานาน ๆ เป็นแค่รองเท้าเอาไว้ใส่เก๋ ๆ ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง

รองเท้าแปลก
        3. รองเท้าเจ้าสาวหัวแหลมทำจากไม้ (ฝรั่งเศส, ยุคปลายศตวรรษที่ 19)

          รองเท้าเจ้าสาวทำจากไม้คู่นี้มีต้นกำเนิดมาจากแถบหุบเขา Bethmale ทางตอนใต้ของเมือง Saint Girons ในเขต Ariege ของประเทศฝรั่งเศส ย้อนกลับไปเมื่อสมัยศตวรรษที่ 9 ชาวบ้านเมืองนี้ต่อสู้ชนะกลุ่มแขกมัวร์ผู้มาลักเอาตัวผู้หญิงในหมู่บ้านไป เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะจึงได้ควักหัวใจของศัตรูออกมาปักที่ปลายแหลมของยอดรองเท้าที่ทำจากไม้วอลนัท ซึ่งรองเท้าหนึ่งข้างจะทำมาจากไม้วอลนัทชิ้นเดียวกันทั้งหมด ภายหลังจึงมีการดัดต้นวอลนัทให้เป็นรูปร่างโค้งงอตามที่ต้องการเพื่อให้นำมาทำรองเท้าได้ง่ายขึ้น และชายหนุ่มก็จะมอบรองเท้าคู่นี้ให้แก่หญิงสาวของเขา โดยเชื่อว่ายิ่งปลายยอดของรองเท้าแหลมมากเท่าไร ก็แสดงถึงความรักที่ชายผู้นั้นมอบให้มากเท่านั้น 

รองเท้าแปลก

        4. พาดูกัส รองเท้าแตะของชาวอินเดีย (อินเดีย, ช่วงปี 1700's)

          พาดูกัส นับเป็นรองเท้าที่เก่าแก่ที่สุดของชาวอินเดีย มันมีเพียงส่วนที่เป็นพื้นรองเท้ากับตุ่มที่โผล่ออกมาให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้หนีบยึดเอาไว้เท่านั้น นอกจากพาดูกัสแบบธรรมดาแล้ว ยังมีพาดูกัสแบบหนามสำหรับผู้มีรสนิยมชอบทรมานตนเอง หรือเป็นพวกมาโซคิสม์ด้วย ผู้ที่เป็นมาโซคิสม์บางรายชอบความรู้สึกทิ่มแทงจากหนามแหลม โดยหลังจากที่ร่างกายถูกทรมานจากปลายหนามราว 20-40 นาที กลไกของร่างกายจะสั่งให้หลั่งสารเคมีระงับความเจ็บปวดชนิดหนึ่งออกมา ทำให้เกิดความรู้สึกชา เคลิ้ม และเหมือนตกอยู่ในภวังค์ บ้างก็เทียบว่าเป็นความรู้สึกเหมือนไปถึงจุดสุดยอดเลยทีเดียว แม้จะทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ รองเท้าพาดูกัสหนามกลับถูกสวมใส่โดยนักบวชชาวฮินดู หรือผู้บำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายตนเอง 

รองเท้าแปลก
        5. รองเท้าไร้ส้น  

          รองเท้าชนิดนี้ยังคงพบเห็นได้บ่อยเมื่อเหล่าแฟชั่นนิสต้าหลาย ๆ คนปรากฏกาย มันเปิดตัวสู่โลกเป็นครั้งแรกในงานเดินแบบของแบรนด์ Antonio Berardi เมื่อปี 2007 และเป็นที่ฮือฮามากมายอีกครั้ง เมื่อวิคตอเรีย เบคแฮม ได้สวมใส่มันในปี 2008 ดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนผู้ออกแบบรองเท้าไร้ส้นเป็นคนแรกกล่าวว่า หากคิดว่ารองเท้าคู่นี้จะทำให้เจ็บเท้าล่ะก็ ผิดถนัดเลย เหล่านางแบบที่เข้ามาลองสวมเพื่อซ้อมเดินแบบแม้จะรู้สึกแปลก ๆ กับมันในตอนแรก แต่สุดท้ายก็บอกว่าใส่มันเดินได้สบาย ๆ ไม่ต่างอะไรกับรองเท้าทั่ว ๆ ไป มันรักษาสมดุลของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ดี แพทย์ได้เตือนว่ามันอาจทำร้ายเท้า หัวเข่า และกระดูกสันหลังได้ หากว่าใส่อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ  

รองเท้าแปลก

        6. ชอพินส์ รองเท้ายกพื้นจากอิตาลี (Chopines อิตาลี 1580-1620)

          ในปัจจุบัน การหาดูรองเท้าชอพินส์แบบโบราณแท้ ๆ แม้ในพิพิธภัณฑ์ก็ถือเป็นเรื่องยาก มันมีต้นกำเนิดในยุคเรเนสซองส์ และเป็นที่นิยมสำหรับสุภาพสตรีในยุคศตวรรษที่ 17 เป็นอย่างมาก จุดประสงค์ของรองเท้าที่ยกพื้นขึ้นมากกว่า 5 นิ้ว คือการทำให้ผู้สวมใส่ดูสูงโดดเด่นเป็นสง่า แต่ก็จำเป็นให้ต้องมีผู้ช่วยคอยประคองขณะเดินเพื่อไม่ให้ล้มลง นอกจากนี้มันยังถูกประดับตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงละเมียดละไมเป็นที่สุดด้วย ตัวรองเท้ามักทำจากไม้ แล้วหุ้มด้วยผ้าไหมหรือกำมะหยี่ ตกแต่งด้วยแผ่นเงินฉลุลาย ห้อยพู่ประดับสวยงาม แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีใครได้ยลความงามของรองเท้าชอพินส์เท่าไรนัก เพราะมันมักถูกปิดบังไว้ด้วยชุดกระโปรงยาวที่คลุมรองเท้าเอาไว้มิดชิดนั่นเอง 

รองเท้าแปลก
        7. รองเท้าสานจากไม้เบิร์ช (ฟินแลนด์ ยุคกลางศตวรรษที่ 20)

          ผู้หญิงในช่วงต้นยุคศตวรรษที่ 20 ใส่รองเท้าชนิดนี้กันแทบทุกวัน โดยนำผ้ามาห่อพันเท้าก่อนที่จะสวมเข้าไปในรองเท้าซึ่งสานจากเปลือกไม้อีกที ทั้งยังมีบ่อยครั้งที่รองเท้าสานนี้ถูกนำมาสวมใส่เพื่อป้องกันไม่ให้รองเท้าราคาแพงที่สวมอยู่ด้านในเลอะเปรอะดินโคลนจากการลุยฝนหรือหิมะ มันมีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้นราว 1 สัปดาห์เท่านั้น ไม้ที่นิยมนำมาทำรองเท้าสานนี้มากที่สุดคือไม้เบิร์ช ตามมาด้วยเปลือกไม้จากต้นลินเดนและต้นเลมอน นอกจากในฟินแลนด์แล้ว ประเทศรัสเซีย นอร์เวย์ และสวีเดน ก็มีรองเท้าสานจากเปลือกไม้เป็นของตัวเองด้วย 

รองเท้าแปลก

        8. กับกับส์ (Kabkabs  เลบานอน, ศตวรรษที่ 14-17)

          รองเท้าไม้ประดับแผ่นโลหะเงินนี้มาจากประเทศเลบานอน รู้จักกันในชื่อ กับกับส์ หรือ นาลินส์ ผู้หญิงตะวันออกกลางนิยมใส่เพื่อดีดตัวเองให้สูงจะได้พ้นความสกปรกจากฝุ่นดินและพื้นที่เฉอะแฉะไปด้วยโคลน รวมทั้งใส่ในโรงอาบน้ำที่พื้นทั้งร้อนและเปียก สายด้านบนของกับกับส์ทำจากหนัง ผ้าไหม หรือกำมะหยี่ ส่วนพื้นรองเท้าบ้างประดับด้วยเงิน ทอง หรือดีบุกผสม และหากเป็นกับกับส์ของคนรวยก็จะฝังมุกเม็ดโตลงไปด้วย ในโอกาสพิเศษอย่างงานแต่งงาน กับกับส์ที่ทำจากไม้จะยิ่งถูกประดับให้วิจิตรงดงามมากขึ้น และในกรณีที่เจ้าสาวยังเป็นเด็ก กับกับส์ที่ใช้ก็จะมีความสูงมากขึ้นเพื่อให้เจ้าสาวดูตัวใหญ่ขึ้นด้วย แม้จะเป็นรองเท้าสำหรับผู้หญิง แต่ผู้ชายก็สวมใส่มันอยู่บ้าง โดยจะลดทอนการประดับประดาลง ส่วนชื่อ "กับกับส์" ทีเรียกมันนั้น เลียนมากจากเสียงยามที่ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นหินอ่อนเวลาเดินนั่นเอง

รองเท้าแปลก

        9. รองเท้าส้นสูงของผู้ชาย (ยุโรป, ช่วงยุค 1700's)

          กางเกงขาพอง ถุงน่อง และรองเท้า กลายเป็นเครื่องแต่งกายสำคัญสำหรับผู้ชายในยุคศตวรรษ 1700's และเมื่อความสนใจในการแต่งกายเบนมาสู่ท่อนล่างของร่างกายมากขึ้น คุณผู้ชายจึงอยากจะมีเรียวขาที่ดูเรียวยาวสมส่วนดี รวมทั้งอยากให้ตัวสูงขึ้นดูสง่างามตา รองเท้าชายส้นสูงจึงถือกำเนิดขึ้นมา และมันก็ฮิตไปทั่วทั้งอาณาจักรเมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 4 ซึ่งมีรูปร่างสันทัด หันมาใส่รองเท้ามีส้นเพื่อเพิ่มความน่าเกรงขามสร้างบารมีแก่ตน และเมื่อเจ้าแผ่นดินใส่ ใคร ๆ ก็เลยใส่ตาม เป็นที่นิยมมากในยุคนั้นเลยทีเดียว แถมยังมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยริบบิ้น หัวเข็มขัด หรือแม้แต่ลายปักรูปกุหลาบด้วย

รองเท้าแปลก
        10. โอโคะโบะ (ญี่ปุ่น, ศตวรรษที่ 18-ปัจจุบัน)

          นอกจากรองเท้าเกี๊ยะที่คนรู้จักกันดีแล้ว ญี่ปุ่นก็ยังมี "โอโคะโบะ" เป็นรองเท้าอีกคู่หนึ่งที่น่าสนใจ ตั้งแต่ก่อนช่วงปี 1970 ที่ไมโกะ หรือ เกอิชาฝึกหัด จะต้องใส่โอโคะโบะเอาไว้ แต่หาใช่เพื่อเหตุผลด้านความสวยความงาม หากแต่เพื่อให้ส้นที่สูงถึง 5.5 นิ้ว ช่วยยกมิให้ชายกิโมโนลากระเรี่ยพื้นยามเดิน พื้นรองเท้าด้านบนที่บากเข้าลึกก็บังคับให้ต้องเดินก้าวสั้น ๆ กันไม่ให้โคลนหรือน้ำดีดขึ้นมาโดนกิโมโนด้วย ตัวรองเท้าโอโคะโบะนั้นทำด้วยไม้ชิ้นเดียวกันทั้งหมด และเจาะส่วนกลางด้านในส้นให้กลวง ทำให้เกิดเสียงกังวาลเฉพาะตัวยามเดิน นอกจากนี้สายรองเท้าที่คาดด้านบนยังบอกถึงระดับของไมโกะแต่ละคนด้วย โดยไมโกะหน้าใหม่จะสวมโอโคะโบะที่มีสายสีแดง แต่หากเป็นไมโกะที่ใกล้ได้ขึ้นเป็นเกอิชาเต็มตัวแล้วก็จะใส่โอโคะโบะที่มีสายคาดสีเหลือง 

รองเท้าแปลก

เมื่ออากาศร้อน....มาหาวิธีคลายร้อนกันดีกว่า

- เดิน นั่งเล่น ทานอาหาร ห้างสรรพสินค้า ได้แอร์โดยไม่ต้องเปิดแอร์เองที่บ้าน หาเก้าอี้สาธารณะแล้วนำอาหารไปทานเองจากบ้านก็ได้ ไม่เปลืองสตังค์ มาถึงยุคนี้แล้ว ไม่ต้องอายค่ะ ทำไปก่อนค่ะ เดี๋ยวมีคนทำตามเพียบ!

- เข้าโรงหนัง ระหว่างนั่งรอหนังเข้า ก็เอามือถือมาเปิด oknation wap เล่นบล็อกซะ

- เข้าไปนั่งอ่านหนังสือ ทำงานที่ห้องสมุดที่เปิดแอร์อยู่แล้ว

- ไปนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ ตามสวนสาธารณะ สถานที่คุ้นเคย มีคนรู้จักแถบนอกเมือง

- อาบน้ำบ่อยๆ นอนแช่น้ำให้คลายร้อน (โดยไม่ต้องใช้เครื่องทำน้ำอุ่น)

- ทาแป้งเย็น หรือประดินสอพอง ให้ตัวลายพร้อย เปิดหน้าต่างรับลม

- ทำน้ำเย็นใส่กระติกไว้ทาน (เหยาะน้ำยาอุทัย สักนิดให้ชื่นใจก็ได้) ใส่กระติกใบเล็กสำหรับพกออกไปนอกบ้าน ไม่ต้องไปซื้อน้ำเย็น น้ำแข็งใสที่ไหน

- ทำไอศครีมหรือหวานเย็นทานเอง จะใช้น้ำผลไม้คั้นสดๆ (คั้นด้วยมือ) ผสมน้ำผึ้ง น้ำเชื่อม เกลือนิดหน่อย หรือ ใช้น้ำแข็งทุบละเอียดใส่น้ำหวาน

- ทำราวแขวนผ้าในบ้าน ย้ายผ้าสะอาดๆที่หมาดแล้วมาตากในบ้าน ให้พัดลมพัดเฉี่ยวๆเอาลมเย็นมาปะทะตัวเรา
- ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากใยธรรมชาติ งดผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์

- ว่ายน้ำ เล่นน้ำ แถวสโมสรกีฬาที่มีสระว่ายน้ำให้ลงเล่นได้ หรือจะเล่นที่แม่น้ำ หรือน้ำตกก็ได้ถ้าอยู่ไกล้

- ใช้ปืนฉีดน้ำ หรือสแปรที่ใช้ฉีดเพื่อรีดผ้า ใส่น้ำสะอาดแล้วเอามาฉีดใส่ตัวเองซะ เย็นดี
- รดน้ำต้นไม้ นอกจากจะคลายร้อนยังได้ออกกำลังกาย แถมทำงานไปด้วยก็ได้ 3 in 1

หน้าร้อน, SUMMER, สุขภาพ, เคล็ดลับ, ความรู้, ฮอต, แดด

10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก

10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก

10.Kelly Smith
       Kelly Smith คือตำนานของนักฟุตบอลหญิงอังกฤษอย่างแท้จริง เธอเกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1978 เป็นชาวเมืองวัตฟอร์ด เล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า ได้รับรางวัลสูงสุดในอาชีพฟุตบอลขณะค้าแข้งอยู่กับสโมสรอาร์เซนอล ด้วยการคว้าโทรฟีจากศึก UEFA Women’s Cup
       
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       9.Hanna Ljungberg
       72 ประตูจากการลงสนามในเกมระดับนานาชาติให้กับประเทศสวีเดนตั้งแต่ปี 1996-2008 คือสถิติของนักฟุตบอลสาวผู้มีชื่อว่า Hanna Ljungberg แม้จะมีนามสกุลเดียวกับนักฟุตบอลชื่อดังในอดีตของสโมสรอาร์เซนอลอย่าง Fredrik Ljungberg แต่นอกจากฝีไม้ลายมือที่พอเทียบชั้นกันได้แล้ว เธอก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับเขาแต่อย่างใด
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       8.Renate Lingor
       Renate Lingor คือกองกลางตัวหลักของทีมชาติเยอรมันมาตั้งแต่ที่เยอรมันคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหญิงในปี 2003 และ 2007 เธอประสบความสำเร็จในอาชีพนักฟุตบอลมาอย่างมากมาย ด้วยการนำทีมของตัวเองเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมันมากถึง 5 ครั้ง เป็นแชมป์บอลถ้วยของเยอรมันอีก 5 ครั้ง ในระยะเวลาที่เธอเล่นฟุตบอลอาชีพมาทั้งสิ้น 12 ปี
  
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       7.Cristiane Rozeira de Souza Silva
       ว่ากันว่านักฟุตบอลหญิงทีมชาติบราซิลที่เก่งที่สุดคือ Marta (อันดับที่ 2 ในรายชื่อของเรา) แต่ก็ยังมีคำกล่าวอีกว่า หากในทีมมี Marta คุณก็จะขาด Cristiane ไปไม่ได้เป็นอันขาด
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       6.Abby Wambach
       ในวัย 31 ปี Abby Wambach นำสหรัฐอเมริกาทะลุเข้าสู่รอบชิงฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกครั้งที่ 6 เมื่อปี 2011 ได้สำเร็จ แม้เกมนัดนั้นจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่ชื่อของเธอก็จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลหญิงไปอีกยาวนาน
      
       การเล่นอันงดงามของเธอในศึกแสนดราม่า ระหว่างอเมริกากับบราซิลในรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลก ซึ่งเธอสามารถสร้างปาฏิหาริย์ยิงประตูให้ทีมตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะกลับมาคว้าชัยชนะ คงไม่มีใครลืมเลือน แต่นั่นก็ไม่ใช่ผลงานทั้งหมดของเธอ
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       5.Homare Sawa
       Homare Sawa คือนักฟุตบอลผู้ยิงประตูให้ญี่ปุ่นตีเสมออเมริกาได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ก่อนจะได้ครองแชมป์โลกหลังจากการดวลลูกจุดโทษอันดุเดือด ในศึกชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2011
            
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       4.Sun Wen
       กองหน้าผู้กลายเป็นตำนานของประเทศจีน ด้วยการคว้ารางวัลรองเท้าทองคำและลูกฟุตบอลทองคำจากการทำประตูสูงสุดในฟุตบอลโลกหญิงปี 1999
      
       Sun Wen ทำประตูไปทั้งสิ้น 106 ตลอดการค้าแข้ง จากการลงเล่นในเกมระดับนานาชาติทั้งสิ้น 152 นัดให้แก่จีน ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2006 แต่ก่อนหน้านั้นในปี 2002 เธอก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในศตวรรษจากฟีฟ่า
 
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       3.Birgit Prinz
       กองหน้าผู้นำเยอรมันคว้าแชมป์โลกได้ถึง 2 สมัยติดต่อกันเมื่อปี 2003 และ 2007 เป็นนักฟุตบอลหญิงที่ได้รับรางวัล FIFA Women's World Player of the Year ต่อจาก Mia Hamm (อันดับ 1 ในรายชื่อของเรา) ซึ่งครองตำแหน่งติดต่อกันถึง 2 สมัยนับตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลนี้
      
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       2.Marta Vieira da Silva
       หากฟุตบอลชายมี ‘เมสซี’ เธอนี่ล่ะคือ ‘เมสซี’ ของฟุตบอลหญิง -- ด้วยเทคนิคอันยอดเยี่ยม ทักษะและการเคลื่อนไหวที่ไม่แพ้ผู้ชาย รวมถึงการทำประตูอันหนักหน่วง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หากเธอจะได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลหญิงที่เก่งที่สุด
      
       Marta ได้รับรางวัล FIFA Women's World Player of the Year มากถึง 5 ครั้ง ทำประตู 82 ประตูจากการลงเล่นให้ทีมชาติเพียง 73 นัด มากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนาม
       
10 นักฟุตบอลหญิงระดับโลก
       1.Mia Hamm
       เมื่อนั่งลงถกเกียงกันว่า ใครคือนักฟุตบอลหญิงที่เก่งที่สุด คนที่ติดตามฟุตบอลหญิงระดับโลกอยู่บ้าง คงไม่มีใครลืมชื่อของ Mia Hamm ไปได้อย่างแน่นอน
      
       รางวัล FIFA World Player of the Year 2 ครั้ง พาสหรัฐอเมริกาคว้าแชมป์โลก 2 สมัยในปี 1991 และ 1999 อีกทั้งยังได้เหรียญทองจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกถึง 2 ครั้งในปี 1996 และ 2004 นั่นคือบทพิสูจน์

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตึกบาห์เรนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

BWTC กังหันยักษ์แห่งบาห์เรน

“บาห์เรน” จัดเป็นประเทศเล็กๆ ในอ่าวอาหรับ  ที่กล้าประกาศตัวเป็นฮับทางการเงินของตะวันออกกลาง จึงต้องมีการทุ่มลงทุนในโครงการก่อสร้างระดับเมกะโปรเจกต์เป็นจำนวนมาก อย่างโครงการ Financial Harbour ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงโครงการ Bahrain World Trade Center ที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของประเทศนี้

โครงการก่อสร้างอาคาร “Bahrain World Trade Center” หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า Bahrain WTC หรือ  BWTC ตั้งอยู่ที่เมืองมานามา ในประเทศบาห์เรน โดยมีมูลค่าการลงทุนถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อก่อสร้างตึกแฝดที่มีความสูง 240 เมตร ขนาด 50 ชั้น และชั้นใต้ดิน 4 ชั้น ซึ่งออกแบบโดย Atkins และมี Ramboll, Norwin A/S และ Elsam Engineering ทำหน้าที่ก่อสร้าง โดยเริ่มลงก่อสร้างในปี 2004 และได้เริ่มเปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2008

โปรเจกต์นี้ ถูกสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายสำคัญในเรื่องการรักษาและอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นกระแสหลักของโลกในวันนี้ งานดีไซน์ของโครงการนี้จึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องการใช้พลังงานที่จะต้องบริโภคพลังงานให้ต่ำที่สุด ในขณะเดียวกันจะต้องเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และยังต้องใส่ใจในเรื่องการปลดปล่อยคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ ด้วยการการการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอกอาคาร

แต่การจะทำให้อาคารหลังนี้เป็นอาคารยั่งยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งแรกที่ผู้ออกแบบนึกถึงคือการนำแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาใช้โครงการ แต่ก็พบว่าสภาพอากาศที่ร้อนสุดขั้วของบาห์เรนจะทำให้มีปัญหาตามมาในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ จึงต้องคิดค้นหาแนวทางอื่นที่ความเป็นไปได้มากกว่า ด้วยการเลือกที่จะติดตั้งเทอร์ไบขนาด 29 เมตร  บนสะพานเชื่อมที่มีความยาว 30 เมตร ระหว่างทาวเวอร์ทั้งสอง ตัวอาคารจึงถูกดีไซน์ให้สามารถรองรับกระแสลมจากชายฝั่งทะเลที่มีกำลังแรงมากๆ เพื่อขับเคลื่อนกังหันเทอร์ไบ

ความน่าสนในของทาวเวอร์แฝดคู่นี้ อยู่ที่ดีไซน์ที่เป็นการหลอมรวมของสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนและมีเหตุผล โดยยึดหลักการออกแบบภายใต้แนวคิดพลังงานทดแทน Atkins ดีไซน์ให้อาคารคู่นี้ให้มีรูปร่างคล้ายใบเรือที่หันข้างเข้าหากัน ลักษณะของอาคารที่ถูก ออกแบบให้เป็นเหมือนปีกช่วยดักลมที่พัดผ่านทั้งสองอาคาร ลักษณะที่เหมือนใบเรือทำให้เกิดความแตกต่างด้านรูปทรงของอาคารในแต่ละชั้น โดยในระดับชั้นล่างๆ ปีกดักลมจะขนาดงใหญ่ที่สุด เพราะกระแสลมในระดับต่ำจะค่อนข้างเบาฐานของอาคารจึงถูกออกแบบให้กว้าง

ถัดขึ้นมาปีกจะเริ่มสอบเข้าหาส่วนยอดของอาคาร การลดขนาดลงในระดับที่สองก็เพราะว่ากระแสลมเริ่มแรงขึ้น และจะเล็กที่สุดในระดับสูงสุดซึ่งมีกระแสลมแรง จึงไม่จำเป็นต้องการปีกดักลมขนาดใหญ่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะทำให้เทอร์ไบแต่ละตัวสามารถหมุนได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะอยู่ในระดับกระแสลมที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุด และยังทำให้เส้นสายของอาคารดูดีมีเอลักษณ์อีกด้วย

นอกจากนี้ มีรายละเอียดในการกำหนดองศาที่ตั้งของอาคารให้ทำหน้าที่เป็นเหมือนอุโมงค์ลม ที่จะรับลมและรีดกระแสลมให้ไหลเร็วและแรงขึ้น ในช่วงที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างอาคารทั้งสองหลัง เพื่อที่จะขับเคลื่อนเทอร์ไบ ซึ่งวิธีการนี้ได้มีการทดสอบแล้วในอุโมงค์ลม โดยกระแสลมจะวิ่งผ่านตัวอาคารเป็นลักษณะตัว S โดยจะทำมุมกับกังหันลมประมาณ 45 องศา ซึ่งเป็นมุมที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนเทอร์ไบเพื่อที่จะผลิตกระแสได้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าที่ถูกนำมาติดตั้งในโปรเจกต์นี้ ที่ถูกติดตั้งอยู่บนสะพานเชื่อมระหว่างอาคาร ซึ่งมีความแข็งแรงพอที่จะรับกระแสลมแรงจากอ่าวเปอร์เซีย โดยมันจะหันหน้าไปทางทิศเหนือเพื่อจะรับลมที่พัดเข้าสู่ฝั่ง เพื่อที่จะขับเคลื่อนกังหันลมกำเนิดไฟฟ้าขนาด 225 KW ทั้ง 3 ตัว ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้มากถึง 675 KW คิดเป็นปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับอาคารได้ราว 11-15% ของปริมาณไฟฟ้าที่อาคารคู่นี้ต้องใช้ หรือปีละประมาณ 1.1-1.3 GWh ซึ่งสามารถใช้เปิดไฟส่องสว่างให้กับบ้านเรือนได้มากถึง 300 หลังตลอด 1 ปีเต็มๆ

ปัจจุบัน กังลมทั้ง 3 ตัว ของ BWTC ได้หมุนเพื่อทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นความสำเร็จของงานออกแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น ด้วยเทอร์ไบขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยถูกติดตั้งบนอาคาร และเป็นเทอร์ไบตัวแรกของโลกที่ถูกติดตั้งระหว่างอาคาร และมันยังเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองนี้ ในฐานะตึกสูงอันดับสองของบาห์เรน นอกจากความสำเร็จที่ได้รับจากการถูกกล่าวขานแล้ว BWTC ยังมีรางวัลระดับโลกเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ด้วยการได้รับ LEAF Award ในฐานะโครงการที่ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด และ Sustainable Design Award แห่งโลกอาหรับ อีกด้วย
  

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เมืองพุกาม

พุกาม (Bagan)  
เมืองพุกามนั้นเป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่ สมัยศตวรรษที่ 11  เป็นเมืองที่ติดอันดับเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของประเทศพม่า  โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของเจดีย์จำนวนกว่า  5,000 องค์ จนได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองแห่งเจดีย์สี่พันองค์  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในประเทศพม่าได้เป็นอย่างดีคนทั่วไปจึงขนานนามเมืองพุกามนี้ว่าเป็นอู่อารยธรรมของประเทศ
เมืองพุกามถูกสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี  แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกำแพงเมืองด้านใต้และตะวันออกเท่านั้น  กล่าวันว่า  จำนวนเจดีย์ที่แท้จริงนั้นมีเป็นจำนวนกว่า 10,000 องค์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับจำนวนเจดีย์ในปัจจุบัน  ที่แม้จะต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา  แต่เจดีย์ที่ยังคงอยู่นั้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เนื่องจากพุกามเป็นเขตแห้งแล้ง  ทำให้เจดีย์ไม่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติใดๆ  อีกทั้งชาวพม่าก็ถือคติที่จะไม่ทำลายเจดีย์อย่างเคร่งครัด 
พุกาม (Bagan) เมืองในประเทศพม่า เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพุกาม (พ.ศ. 1587 - พ.ศ. 1830) เป็นอาณาจักรแห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่า พุกาม เป็นเมืองที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติเต็มพร้อม ปัจจุบันรัฐบาลทหารพม่ากำลังพยายาม เร่งเสนอชื่อและเตรียมความพร้อมให้เป็นมรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรมแห่งต่อไป
พุกาม ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ (Mandalay Division) อยู่ห่างประมาณ 90 ไมล์ หรือ 145 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมัณฑะเลย์ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เขตเมืองเก่า (เขตที่ตั้งอาณาจักรพุกาม) เขตเมืองใหม่ (เขตที่อยู่อาศัยปัจจุบัน) และยองอู (เขตพาณิชยกรรมและเศรษฐกิจ) มีสนามบินชื่อ สนามบินยองอู เป็นสนามบินประจำเมือง รายได้หลักของเมืองคือ การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือนที่นี่เสมอทุกช่วงปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชียด้วยกัน
พุกามได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งทะเลเจดีย์ หรือ ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะในสมัยรุ่งเรืองเคยมีเจดีย์มากมายถึง 4,446 องค์ ปัจจุบันเหลือแค่เพียง 2,217 องค์ เจดีย์แห่งแรกของพุกามคือ เจดีย์ชเวสิกอง สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม โดยธรรมเนียมการสร้างเจดีย์ เจดีย์องค์ใหญ่สุดจะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์ทรงสร้าง และองค์ที่มีขนาดเล็กถัดมา เป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ ลดหลั่นลงมาตามบรรดาศักดิ์
นอกจากเจดีย์ชเวสิกองแล้ว ยังมีเจดีย์สำคัญ ๆ อีกหลายองค์และวัดสำคัญ ๆ อีกเช่น เจดีย์ชเวซันดอ, อานันทวิหาร, เจดีย์ตะเบียงนิว, วัดพะยาตองซูเป็นต้น

  

ภูเขาไฟโบรโม

ภูเขาไฟโบรโม (อินโดนีเซีย: Gunung Bromo) ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติโบรโมเทงเกอร์เซเมรู เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเทงเกอร์มาสซีฟ บนเกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ยอดภูเขาไฟนี้มีความสูง 2,329 เมตร ซึ่งไม่ได้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด แต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากความสูงไม่มากนัก และเดินทางถึงยอดเขาได้โดยง่ายชื่อ โบรโม มาจากตัวสะกดในภาษาชวาของคำว่า "พรหม" ซึ่งเป็นพระนามของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ในเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีเทศกาล Yadnya Kasada ชนชาวพื้นเมืองจะเดินเท้าขึ้นไปบนปากปล่องภูเขาไฟ และประกอบพิธีเซ่นไหว้เทพเจ้าโดยการโยนอาหาร ดอกไม้ และสัตว์บูชายัญลงในแอ่งภูเขาไฟ ภูเขาไฟโบรโมเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2547 และตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2553 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 
 
ภูเขาไฟโบรโม อยู่ในเทือกเขาเทงเกอร์ ในทางตะวันออกของเกาะชวา ซึ่งปัจจุบันภูเขาไฟแห่งนี้ยังคุกรุ่นอยู่ โดยปล่องภูเขาไฟมีความสูงอยู่ที่ 2,329 เมตร แม้ภูเขาแห่งนี้จะไม่ใช่ลูกที่สูงที่สุด แต่ก็เป็นภูเขาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด และเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอีกแห่ง ส่วนที่ทำให้นักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยว เพราะมีจุดชมวิวที่ดีที่สุดจากยอดภูเขาไฟ มองไปที่ทะเลทรายข้างล่างและวิวรอบ ๆ รวมถึงมารอรับอรุณบนยอดภูเขาไฟอันร้อนแรงแห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในบางวันศูนย์ภัยพิบัติของอินโดนิเซีย ก็มีการเตือนเรื่องการเดินทางเข้าไปชมภูเขาไฟจอมพิโรธนี้อยู่ และบริเวณปล่องภูเขาไฟนั้นก็ยังคงมีควันสีขาวลอยฟุ้งออกมา โดยที่รอบ ๆ ภูเขาไฟแห่งนี้นั้นล้อมรอบไปด้วยทะเลทราย อันเกิดจากเถ้าถ่านและฝุ่นผงจากการระเบิดของภูเขา  
การเดินทางขึ้นไปดูปากปล่องภูเขาไฟโบรโมจะต้องขี่ม้าหรือเดินขึ้นไป  แต่ม้าไปส่งได้แค่ไหล่เขาชั้นต้นเท่านั้น  ช่วงถัดไปต้องเดินตามขั้นบันไดด้วยตัวเอง  เป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร  ระหว่างทางมีที่พักกลางทางให้นั่งพักเหนื่อย  กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชอบทำกันก็คือเดินบนขอบปากปล่องภูเขาไฟที่มีลักษณะเป็นสันกว้างสามารถเดินได้โดยรอบ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเพราะขอบปากปล่องภูเขาไฟเป็นทรายที่ค่อนข้างลื่นส่วนนักท่องเที่ยวที่เป็นหนุ่มสาวและมาเป็นคู่ต่างซื้อดอกไม้ป่าสีสวยกำใหญ่จากชาวบ้านที่ขึ้นมาขายถึงข้างบน  ตั้งใจอธิษฐานของสิ่งที่ต้องการแล้วโยนช่อดอกไม้ลงไปในปากปล่องภูเขาไฟใกล้ๆ  กันนั้นจะมองเห็นภูเขาไฟบาต๊อกอยู่ใกล้แค่เอื้อม  กับภูเขาไฟเซเมรูนิ่งสงบน่าเกรงขาม

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประวัติวันวาเลนไทน์

ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์
  วันวาเลนไทน์ ประวัติวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก Valentine's Day เรามีประวัติวันวาเลนไทน์ สัญลักษณ์วันวาเลนไทน์ ธรรมเนียมถือปฏิบัติวันวาเลนไทน์ มาฝาก 

          วันวาเลนไทน์คงเป็นวันที่ใครหลาย ๆ คนรอคอย... โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ตื่นขึ้นมา พร้อมรอยยิ้ม เพื่อเตรียมของขวัญ คำหวาน และข้อความพิเศษ ๆ มอบให้กับคนรักอย่างแน่นอน.. และในโอกาสวาเลนไทน์วันแห่งความรักวันนี้ กระปุกดอทคอมก็ไม่พลาดหยิบยกเรื่องราวของวันวาเลนไทน์มาฝากกันอีกเช่นเคย มาดูกันซิว่า วันวาเลนไทน์เกิดขึ้นได้อย่างไร และชาวตะวันตกทำอะไรกันบ้างในวันสำคัญสำหรับชาวคริสต์วันนี้
           สำหรับประวัติวันวาเลนไทน์นั้น หลาย ๆ คนคงสงสัยว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุเป็นเพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้น เป็นวันเสียชีวิตของนักบุญวาเลนไทน์ หรือเซนต์วาเลนไทน์ นักบุญแห่งความรักนั่นเอง นักบุญวาเลนไทน์ เป็นผู้ริเริ่มการจัดงานแต่งงานในยุคที่ไม่นิยมให้แต่งงานกัน เหตุเพราะในช่วงนั้น โรม ต้องประสบกับสงคราม จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ต้องการเกณฑ์คนไปรบ แต่มีบุคคลจำนวนมากที่มีครอบครัว มีภรรยา มีคนรัก ต่างไม่อยากจะทิ้งครอบครัวไป ทำให้ จักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ตัดสินใจให้ยกเลิกการแต่งงานและการหมั้นทั้งหมดของชาวโรมันในยุคนั้นไปหมด อย่างสิ้นเชิง

           แต่นักบุญวาเลนไทน์กลับสวนกระแสของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ชักชวนคู่รักมาแต่งงานหลายต่อหลายคู่ จนโดนจับตัวไปขังเอาไว้ และในคุกที่คุมขังนักบุญวาเลนไทน์นั้น เขาได้พบรักกับสาวตาบอดนางหนึ่ง เมื่อโดนจับได้ นักบุญวาเลนไทน์จึงถูกนำตัวไปประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันดังกล่าวจึงกลายมาเป็น วันวาเลนไทน์ วันที่ผู้คนจะรำลึกถึงนักบุญผู้อุทิศตนให้ความรักนั่นเอง

ประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์

สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์

          สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือ เทพเจ้าคิวปิด ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน ร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม)  
          ตำนานความรักของ เทพเจ้าคิวปิด นั้น ในอดีต เทพเจ้าวีนัสอิจฉา "ไซกี" ธิดาวัยกำลังแรกรุ่นของกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่สำคัญคือไซกีสวยกว่าเทพเจ้าวีนัสมาก นางเลยส่งเทพเจ้าคิวปิดไปหาไซกี เพื่อบันดาลให้ไซกีมีความรักกับบุรุษเพศ แต่เทพเจ้าคิวปิดกลับหลงรักไซกีและพามาที่วัง และลอบมาหาในเวลากลางคืนเพื่อไม่ให้ไซกีรู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่มีคนยุให้ไซกีแอบดูตอนเทพเจ้าคิวปิดนอนหลับ แต่ด้วยความตื่นเต้นของไซกีที่เห็นเทพเจ้าคิวปิดเป็นหนุ่มรูปงาม เลยเผลอทำน้ำมันตะเกียงหกใส่เทพเจ้าคิวปิด เมื่อเทพเจ้าคิวปิดรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็โกรธมากที่นางขัดคำสั่ง จึงทิ้งนางไป

          เมื่อโดนทิ้ง ไซกีก็ออกตามหาเทพเจ้าคิวปิด ซึ่งตลอดเวลาไซกีถูกเทพเจ้าวีนัสกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา จนเทพเจ้าคิวปิดเห็นใจต้องเข้ามาช่วย เทพเจ้าจูปิเตอร์เห็นใจ จึงช่วยให้ทั้งสองได้ครองรักกัน
วันวาเลนไทน์

 ธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันในวันวาเลนไทน์
 

           หลายร้อยปีก่อนในประเทศอังกฤษ เด็ก ๆ จะแต่งตัวลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ในวันวาเลนไทน์ แล้วร้องเพลงจากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง ในเนื้อเพลงท่อนหนึ่งจะกล่าวว่า " Good morning to you, Valentine ; Curl your locks as I do mine --- Two before and three behind. Good morning to you, Valentine." 

           ในประเทศเวลส์ ผู้ที่มีความรักและชื่นชมในงานช้อนไม้แกะสลัก จะทำการแกะสลักช้อนและมอบให้เป็นของขวัญในวันวาเลนไทน์ โดยจะสลักรูปหัวใจ และลูกกุญแจไว้บนช้อนนั้น ซึ่งมีความหมายว่า "คุณได้ไขหัวใจของฉัน" (You unlock my heart) 

           เด็กหนุ่มสาวจะทำการเขียนชื่อคนที่ตัวเองชอบ แล้วหย่อนไว้ในอ่างหรือชาม แล้วหยิบขึ้นมาหนึ่งชื่อ เพื่อดูว่าใครจะเป็นคู่ของตัวเองในวันวาเลนไทน์ หลังจากนั้นก็จะเอาชื่อที่หยิบได้นี้มาติดไว้ที่แขนเสื้อเป็นเวลาหนึ่ง สัปดาห์ การทำเช่นนี้มีความหมายว่า คนๆ นั้นต้องการบอกคนทั่วไปรู้ได้ง่าย ๆ ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

           ในบางประเทศ ผู้หญิงจะได้รับของขวัญเป็นเครื่องแต่งกายจากผู้ชาย แล้วถ้าผู้หญิงคนนั้นเก็บของขวัญชิ้นนี้เอาไว้นั่นหมายถึงหล่อนจะแต่งงานกับเขา
วันวาเลนไทน์

           บางคนมีความเชื่อว่า ถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกโรบินบินผ่านเหนือศรีษะตนเองในวันวาเลนไทน์ นั่นหมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับกะลาสีเรือ หรือถ้าผู้หญิงคนใดเห็นนกกระจอก หล่อนก็จะได้แต่งงานกับชายยากจนและจะมีความสุข และถ้าผู้หญิงคนไหนเห็นนก Goldfinch หมายถึงหล่อนจะได้แต่งงานกับมหาเศรษฐี 

           ในบางประเทศจะมีการทำเก้าอี้แห่งรักขึ้นมา ซึ่งจะเป็นเก้าอี้ที่มีขนาดกว้าง ในครั้งแรกที่มีการทำเก้าอี้นี้ขึ้นมาก็เพื่อจะให้ผู้หญิงที่แต่งตัวในชุดราตรีนั่ง ต่อมาเก้าอี้แห่งรักนี้ได้ทำขึ้นเป็นสองส่วนและมักจะทำเป็นรูปตัวเอส (S) ซึ่งการทำเก้าอี้ทรงนี้จะทำให้คู่รักสามารถนั่งด้วยกันได้ แต่จะไม่ใกล้ชิดกันจนเกินไป

           บางธรรมเนียมในบางแห่งของโลก เด็กหนุ่มสาวจะนึกถึงชื่อของคนที่ตัวเองอยากจะแต่งงานด้วยประมาณห้าถึงหกชื่อ ในขณะที่ปอกเปลือกผลแอปเปิ้ลนั้นให้เป็นขดนั้น ก็ให้เอ่ยชื่อของคนที่นึกถึงออกมาจนกว่าจะปอกเปลือกแอปเปิ้ลได้หมดผล และเชื่อกันว่า คนที่จะได้แต่งงานด้วยนั้นคือคนที่เอ่ยชื่อถึงในขณะที่ปอกเปลือกของแอปเปิ้ล ได้หมดพอดี

           ในบางประเทศมีความเชื่อว่า ถ้าหากผ่าผลแอปเปิ้ลออกมาเป็นสองซีก แล้วให้นับเมล็ดข้างในดู แล้วก็จะสามารถรู้จำนวนบุตรในอนาคตได้