วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ตามรอย โรมิโอ จูเลียต ที่เวโรน่า อิตาลี

แม้ ปารีส ของ ฝรั่งเศส จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นมหานครแห่งความรัก แต่เมือง เวโรน่า ของ อิตาลี ก็ขึ้นชื่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในเรื่องความโรแมนติก และเป็นสัญลักษณ์ของความรัก
verona-italy-03

เวโรน่า อิตาลี ยังติดอันดับ 10 อันดับ เมืองน่าเที่ยว ช่วงคริสต์มาส
Travel.mthai ชวนตามรอย โรมิโอ-จูเลียต… เพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของตำนานรักอมตะ Romeo & Juliet ของวิลเลียม เชคสเปียร์ และยังมี Casa di Giulietta หรือบ้านของจูเลียต เป็นศูนย์กลางดึงดูดความสนใจของคู่รัก (และไม่รัก) จากทั่วโลกให้เดินทางมาสัมผัสเสี้ยวหนึ่ง ของโศกนาฏกรรมรักกันที่นี่ด้วย
และที่บ้านของจูเลียตนี้เอง…  ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อตามหาความเชื่อในรักแท้ ของผู้หญิงต่างวัย 2 คน (และอีก 1 หนุ่ม) ในหนัง Letters to Juliet ผลงานของ แกรี่ วินิค (ซึ่งถือเป็นผลงานเรื่องสุดท้ายของเขาก่อนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสมอง) อันเนื่องมาจากการที่สาวน้อย โซเฟีย
(อาแมนด้า ไซเฟร็ด) นักเขียนชาวอเมริกัน เดินทางมาพรีฮันนีมูนที่ เวโรน่า กับกับคู่หมั้นหนุ่ม วิคเตอร์ (กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล) แต่กลับโดนทิ้งให้เที่ยวเพียงลำพัง เพราะวิคเตอร์มัวแต่ยุ่งกับธุระเรื่องธุรกิจของเขา ซึ่งที่บ้านของจูเลียตนี้ เป็นสถานที่ที่เชื่อกันว่า ถ้ามาอธิษฐานหรือเขียนจดหมายถึงจูเลียตแล้วจะสมหวังในความรัก และโซเฟียก็ได้พบกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้กว่า 50 ปี เขียนขึ้นโดย แคลร์ (วาเนสซ่า เร็ดเกรฟ) ถึง ผู้ชายชาวอิตาลี (ฟรานโก เนโร) ที่เธอเคยตกหลุมรักเมื่อครั้งเยาว์วัย
โซเฟียเลือกที่จะตอบจดหมายของแคลร์ และกลายเป็นแรงผลักสำคัญ ที่ทำให้เธอกล้าที่ลุกขึ้นมาตามหาความรักที่สูญหายไปอีกครั้ง ทั้งยังทำให้โซเฟียได้กลับมานั่งทบทวนถึงความรักและความสัมพันธ์ที่เธอมีกับวิคเตอร์อีกด้วย
verona-italy-01
แท้จริงแล้ว บ้าน เลขที่ 27 ถนน Via Cappello ที่เรียกว่าบ้านของจูเลียตแห่งนี้ เป็นเพียงโรงแรมเก่าแก่ที่ถูกอุปโลกน์ให้กลายเป็นบ้านของตระกูล Capulet เพราะจูเลียตและตระกูลนี้ไม่เคยมีตัวตนจริงๆ ในประวัติศาสตร์ เป็นเพียงตัวละครในนิยายเก่าแก่เท่านั้น แต่ใครเลยจะคิดว่า ความเชื่อและจินตนาการของคนเรา จะก่อให้เกิดอะไรขึ้นได้มากมาย
กำแพงแห่งรัก

สังเกตได้จากภายในบริเวณบ้าน บนกำแพงและพื้นที่ใต้ระเบียงอันโด่งดังนั้น กลับเต็มไปด้วยข้อความบอกรักและคำอธิษฐานเกี่ยวกับความรัก อัดแน่นอยู่จนแทบไม่มีที่ว่าง นอกจากนั้นยังเชื่อกันว่า หากได้สัมผัสหน้าอกของรูปปั้นจูเลียตที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณบ้านแล้ว จะทำให้มีโชคดีด้านความรัก และกิจกรรมที่ฮิตไม่แพ้กันนั่นก็คือ การขึ้นไปยืนบนระเบียงหินอ่อน จุดเดียวกันกับที่จูเลียตเคยยืนโดยมีโรมิโอมาคอยเฝ้าขอความรัก ด้วยประโยคสุดโรแมนติก…
verona-love
ถ้าคิดกันตามจริงแล้ว ความเชื่อต่างๆ นั้นดูจะขัดแย้งกับเรื่องราวของตัวจูเลียตเองไม่น้อย เพราะความรักของเธอเอง จบลงด้วยโศกนาฏกรรม แต่ในแต่ละปีกลับมีจดหมายกว่า 5 พันฉบับ จากหญิงสาว (และชายหนุ่มบางส่วน) ทั่วโลก เขียนส่งมาถึงจูเลียตเพื่อขอพรความรัก (และคำปรึกษา) จากเธอ จนกระทั่ง มีการตั้ง Club di Giulietta หรือ Juliet Club ขึ้น ในปี 1930 โดยได้รับเงินสนับสนุนจากเทศบาลเมืองเวโรน่า และมีอาสาสมัครมาคอยช่วยตอบจดหมายเหล่านี้ (ซึ่งในหนัง โซเฟียก็เข้าไปเป็นอาสาสมัครเพื่อตอบจดหมายของแคลร์)
อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อไม่สมหวังในความรักของตัวเอง จูเลียตจึงอยากอวยพรให้คนอื่นๆ ได้สมหวังในความรักบ้างก็เป็นได้ ยิ่งผนวกกับความเชื่อ ความหวานของคู่รัก และบรรยากาศโรแมนติก ที่ลอยอบอวลอยู่ในมวลอากาศในบ้านของจูเลียตและเมืองสวยคลาสสิคอย่างเวโรน่า ก็คงยากที่ใครจะไม่เกิดความรู้สึกตกหลุมรักคนข้างๆ อีกครั้ง
verona-italy-02
rainy-day-verona
Rainy day in Verona | Italy (By Peter Gutiérrez)

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

1. พระราชวังอิมพีเรียล

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น
 
           พระราชวังอิมพีเรียล แต่เดิมมีชื่อว่า พระราชวังเอะโดะ อีกหนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียว เพราะเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่น เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อ เอะโดะ ที่ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่น รวมทั้งถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร ต่อมาได้ขยายเมืองให้ใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ การล้มล้างการปกครองแบบโชกุนลง จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาที่เอะโดะ และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

           ซึ่งภายในล้อมรอบด้วยคูเมือง ประตูทางเข้าที่งดงาม และป้อมปราการเก่าแก่ตั้งอยู่ห่างกันเป็นช่วง ๆ ทางเข้าหลักอยู่ใกล้กับนิจูบะชิ สะพานสองชั้น และจะเปิดให้คนภายนอกเข้าชมตามวาระพิเศษต่าง ๆ สวนตะวันออกฮิงะชิ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหอคอยใหญ่ ภายในสวนงดงามไปด้วยดอกไม้หลากหลายพันธุ์ และจะผลิบานตามแต่ฤดูกาล เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการสถานที่พักผ่อนในอุดมคติ

           2. โตเกียว ทาวเวอร์

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

           โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของโลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย
            3. หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

            ชิราคาวาโกะ (Shirakawako) หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงด้วยฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือที่เรียกว่า การสร้างบ้านแบบ กัตโชทสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า "กัสโช" หมายความว่า พนมมือ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ แถมยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

             4. ภูเขาฟูจิ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

              ภูเขาฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นและอาจกล่าวได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูงถึง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ และสามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิที่ง่ายที่สุด คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ถ้าคุณนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังนาโงย่า เกียวโต และโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ หรือประมาณ 40-45 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ แต่สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็มอิ่ม และแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามขอเชิญที่ ทะเลสาบทั้งห้า (Fuji Five Lake or Fujigoko)หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu
               นอกจากนี้ รอบ ๆ ภูเขาฟูจิเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม และเป็น อุทยานแห่งชาติฟูจิฮะโกะเนะอิซุ มีทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โมโตสุโกะ โชจิโกะ ไซโกะ และมีออนเซนหลายแห่ง ได้แก่ ยะมะนะกะโกะ คะวะงุจิโกะ โอชิโนะโกะ ฯลฯ นับได้ว่า ภูเขาฟูจิ มีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีชื่อภูเขาปรากฏอยู่ในบทกลอนญี่ปุ่นหรือภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ชื่อสินค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ล้วนตั้งชื่อว่า ฟูจิ เรียกว่าภูเขาฟูจินี้เป็นหัวใจของญี่ปุ่นก็ว่าได้
               ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ yokosojapan.org

               5. ช้อปปิ้งย่านสุดฮิตที่ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

               เมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ การช้อปปิ้ง ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีแหล่งช้อปที่หลายหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ย่านชินจุกุ (Shinjuku) แหล่งท่องเที่ยวทันสมัยฝั่งตะวันตกของโตเกียว นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยมที่มีชื่อเสียง โดยยามกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ (Shibuya) เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมและสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ ที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลในอ่าวโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เพราะที่นี่มีทั้งแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ ที่เหล่าคู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงาม

                6. โอซาก้า

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

                เมืองโอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของญี่ปุ่น และเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำหรับญี่ปุ่นตะวันตก ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำโยโดะ มีคลองที่เชื่อมโยงกันไปมาภายใต้ถนนหลายเส้น ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่เมือง และในฐานะที่เป็นเมืองดั้งเดิมจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นต้นแบบของ ละครหุ่นกระบอกบุนระคุ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังไม่ควรพลาดชม อ่าวโอซาก้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางความทันสมัยที่สุด และสวนสนุก Universal Studios Japan

               แต่ที่พลาดไม่ได้อย่างยิ่ง คือ ปราสาทโอซาก้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1586 โดย โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ปัจจุบันเป็นป้อมปราการสูงห้าชั้น จำลองแบบจากของเดิม เก็บรักษาศิลปวัตถุโบราณหลายชิ้น ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับตระกูลโทโยโทมิและโอซาก้าในอดีต สำหรับแหล่งบันเทิงและย่านช้อปปิ้งที่จะต้องแวะ คือ ย่านอุเมะดะ และ ย่านนัมบะ ที่มีสถานีรถไฟและศูนย์การค้าใต้ดินที่ทันสมัยอยู่จำนวนมาก สำหรับนักจับจ่ายซื้อของและนักชิมอาหาร "คุอุดะโอะเระ" ถนนนักชิมที่มีชื่อเสียงสมคำเล่าลือ ที่ว่าโอซาก้าเป็นเมืองสำหรับนักชิมอย่างแท้จริง อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ เช่น ยากินิกุ, ซูชิ และทาโกะยากิ

               7. ปราสาทฮิเมะจิ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

               ปราสาทฮิเมะจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่เมืองฮิเมะจิ เป็นปราสาทที่สวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งได้มีการปิดเพื่อทำการปฏิสังขรณ์เป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2009-2014 แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมภายในและชมกระบวนการซ่อมแซมได้อย่างใกล้ชิด

               ปราสาทฮิเมะจิ เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญเพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ ที่เหลือสุดรอดมาจากยุคสงคราม และได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เพราะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม และยุทโธปกรณ์ครบตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น ทั้งฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ในบริเวณปราสาท ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานตามแบบของปราสาทญี่ปุ่น

               อีกทั้งรอบ ๆ ปราสาทยังมีเครื่องป้องกันอีกมากมาย เช่น ช่องใส่ปืนใหญ่ รูสำหรับโยนหินออกนอกปราสาท และลักษณะที่เด่นชัดของปราสาทนี้ คือ ทางเดินสู่อาคารหลักซึ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ทั้งประตูและกำแพงในปราสาทได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย โดยทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ อาคารหลัก และระหว่างทางก็จะพบทางตันอีกมากมาย และจนทุกวันนี้ปราสาทฮิเมะจิก็ยังไม่เคยถูกโจมตีเลย ระบบการป้องกันต่าง ๆ จึงยังไม่เคยถูกใช้งาน

               8. วัดโทไดจิ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

               วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดพุทธที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดของเมืองนารา ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกับศาลเจ้าและสถานที่สำคัญของเมืองนาราอีก 7 แห่ง ภายในวัดมี หอไดบุทสึ (Daibutsuden) หรือวิหารไม้ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุทสึหล่อสำริดขนาดใหญ่ สูง 14.98 เมตร น้ำหนักราว 500 ตัน หล่อโดยช่างสมัยเท็มเปียว (729-764)


               9. ฮอกไกโด

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

               ฮอกไกโด (Hokkaido) เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียดดุจแป้งฝุ่นและสกีรีสอร์ท ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ในฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนเหมือนส่วนอื่น ๆ เพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และในฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม

               โดยมี เมืองซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองหลวงของฮอกไกโด ซึ่งในซัปโปโรมี สวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาลหิมะที่มีชื่อเสียง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาชมงานในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนี้ ยังมีหอนาฬิกาอันเก่าแก่ และที่ว่าการเมืองฮอกไกโด อีกทั้งย่านร้านค้าซุซุกิโนะ ซึ่งเป็นศูนย์การค้า และแหล่งจับจ่ายซื้อของที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

               เมืองฮะโกะดะเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของฮอกไกโด ในยามเช้าสามารถเที่ยวตลาดสดขายอาหารทะเลสด ๆ ที่มีให้ชิม ยามสายเที่ยวชมโบสถ์ และป้อมปราการโบราณในเมือง ยามเย็นนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปบนเขาฮะโกะดะเตะ ชมทิวทัศน์ยามราตรีที่สวยงามได้รอบทิศ ด้านเมืองอะซะฮิกะวะ (Asahikawa) ตั้งอยู่ใจกลางเกาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองซัปโปโร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งโดยรถไฟด่วนจากเมืองซัปโปโร และจากเมืองอะซะฮิกะวะไปทางตะวันออกจะมี อุทยานแห่งชาติไดเซะทสุซัง ซึ่งมี บ่อน้ำแร่โซอุนเกียว ให้เพลิดเพลินในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี

               นอกจากนี้ ฮอกไกโดยังมีธรรมชาติอันสวยงามที่เป็นชายฝั่งทะเลใกล้ เมืองอะบะชิริ (Abashiri) มีธารน้ำแข็งให้ชมในฤดูหนาว และ คาบสมุทรชิเระโตะโกะ (Shiretoko) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย อีกทั้งทะเลสาบอะคัง ทะเลสาบมาชูและ ทะเลสาบคุชิโระ และทางตะวันตกของฮอกไกโดมี เมืองโอะตะรุ (Otaru) เป็นเมืองท่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองค้าขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 รอบ ๆ เมืองจะมีคลองโอะตะรุ เป็นโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบุกเบิก มีถนนร้านซูชิที่สดที่สุดในโลกให้ลองลิ้มชิมรส

              10. ชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ณ ฟุระโนะ

10 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

               เมืองฟุระโนะ 
ตั้งอยู่ใจกลางฮอกไกโดพอดี เป็นที่รู้จักกันในนามทุ่งดอกไม้ที่มีภูเขาล้อมรอบไว้ ทำให้ที่นี่มีความแตกต่างของอากาศในช่วงฤดูหนาวกับฤดูร้อนราว 30 องศา และที่สำคัญที่นี่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวทั้งในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ในหน้าร้อนจะมีสวนดอกไม้ที่สวยงาม โดยเฉพาะที่ ฟาร์มโทมิตะ ซึ่งมีการปลูกลาเวนเดอร์ที่ทั้งสวยงามและกว้างใหญ่ไพศาล รวมทั้งดอกไม้อื่น ๆ โดยที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวมากในช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนกระทั่งกลางเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหิมะหนามาก ทำให้กลายเป็นลานสกีที่มีชื่อเสียง และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับลานสกีในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมีนาคมของทุกปี

ประเทศสกอตแลนด์

สกอตแลนด์ (อังกฤษScotlandแกลิกสกอตแลนด์Alba) เป็นประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร และครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในสามทางเหนือของเกาะบริเตนใหญ่ มีพรมแดนร่วมกับประเทศอังกฤษทางทิศใต้ ส่วนที่เหลือล้อมรอบด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันออกเป็นทะเลเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้จดช่องแคบเหนือและทะเลไอร์แลนด์ นอกเหนือจากแผ่นดินใหญ่แล้ว ประเทศสกอตแลนด์ยังมีเกาะอีกกว่า 790 เกาะ
เอดินบะระ เมืองหลวงและนครใหญ่สุดอันดับสองของประเทศ เป็นศูนย์กลางยุคเรืองปัญญาสกอตในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเปลี่ยนสกอตแลนด์มาเป็นมหาอำนาจพาณิชย์ ปัญญาและอุตสาหกรรมหนึ่งของทวีปยุโรป กลาสโกว์ นครใหญ่สุดของสกอตแลนด์ เคยเป็นนครอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกและปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของเขตเมืองขยายเกรตเตอร์กลาสโกว์ น่านน้ำสกอตแลนด์ประกอบด้วยทะเลแอตแลนติกเหนือและทะเลเหนือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองใหญ่สุดในสหภาพยุโรป ทำให้เมืองแอเบอร์ดีน นครใหญ่สุดอันดับสามในสกอตแลนด์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงน้ำมันของทวีปยุโรป
เดิมราชอาณาจักรสกอตแลนด์เป็นประเทศอิสระที่ไม่ขึ้นกับประเทศอังกฤษ จนเมื่อปี ค.ศ. 1603 ที่พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ ได้ขึ้นครองบัลลังก์กษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษโดยทรงใช้พระนามว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ จึงมีผลให้ทั้งสองประเทศมีกษัตริย์ปกครององค์เดียวกัน เรียกว่า Union of the Crowns อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของทั้งสองยังคงแยกจากกันอยู่จนกระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1707 อังกฤษและสกอตแลนด์ได้รวมตัวกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ตามพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 มีผลให้รวมกับราชอาณาจักรอังกฤษ และกลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่
ระบบกฎหมายของสกอตแลนด์ยังแยกจากระบบกฎหมายของอังกฤษ เวลส์และไอร์แลนด์เหนือ และสกอตแลนด์อยู่ในเขตอำนาจศาลต่างหากในกฎหมายมหาชนและเอกชน การคงซึ่งสถาบันกฎหมาย การศึกษาและศาสนาแยกจากสถาบันที่เหลือของสหราชอาณาจักรล้วนส่งผลให้มีความต่อเนื่องของวัฒนธรรมสกอตแลนด์และอัตลักษณ์แห่งชาตินับแต่สหภาพ ค.ศ. 1707 ใน ค.ศ. 1999 รัฐสภาสกอตแลนด์ สภานิติบัญญัติโอนอำนาจของส่วนกลางให้ส่วนท้องถิ่น ประชุมใหม่โดยมีอำนาจเหนือกิจการภายในหลายด้านหลังการลงประชามติ ค.ศ. 1997 ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 พรรคชาติสกอตแลนด์ชนะฝ่ายข้างมากในรัฐสภาสกอตแลนด์ ทำให้มีการลงประชามติเอกราชสกอตแลนด์ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 2014 ซึ่งประชากรสกอตแลนด์ข้างมากปฏิเสธ
สกอตแลนด์เป็นชาติสมาชิกสภาบริเตน–ไอร์แลนด์ และสมัชชารัฐสภาบริเตน–ไอร์แลนด์

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

Parma Ham พาร์มาแฮม ของโปรดของคนหลายคน

พาร์มาแฮม หรือ Prosciutto di Parma(โพรชูดโต้ ดิ พามา) ในภาษาอิตาเลี่ยน ซึ่งแปลว่า แฮมจากเมืองพาร์มา เมือง Parma อยู่ในแคว้น Emilia-Romagna ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี่ ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวในฤดูหนาว ทำให้คนในสมัยก่อนต้องมีการ preserve อาหารไว้กินในหน้าหนาว จึงทำให้เกิดมี Salumi นานาชนิดขึ้น (ใครยังไม่ทราบว่า salumi คืออะไร สามารถอ่านได้จากบทความนี้

ทำไมพาร์มาแฮมถึงโดดเด่นและเป็นที่นิยมมากกว่า Salumi ตัวอื่นๆนะหรอ เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะว่ากลิ่นที่หอม(aromatic fragrance) และรสชาติที่ออกหวานนิดๆของมัน ซึ่งมันก็เกิดการกระบวนการทำที่พิถีพิทันนั้นแหละ ไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่า Parma Ham แล้วจะอร่อยหมดนะคะ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ละ Farm ก็มีวิธีการทำที่ไม่เหมือนกัน ความอร่อยก็แตกต่างกัน

เร่ิมแรกเลยคือ จะต้องใช้ขาหลังของหมูดำเท่านั้น ซึ่งจะใช้หมูอุดมสมบูรณ์ อายุ 10 เดือน แล้วก็ต้องฆ่าหมูตอนหน้าหนาว หลังจากนั้นก็เอาขาหมูมาหมักเกลือ เพื่อดูดความชื้นออก รวมถึงทำให้เนื้อหมูมีรสเค็ม หลังจากนั้นก็ล้างเกลือออก นำไปแคว้นเบื่อบ่มต่อไป ช่วงนี้มันของหมูจะเป็นตัวกันไม่ให้ขาหมูนั้นแห้งจนเกินไป การบ่มต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 10 เดือน ถึงจะขายได้ แต่บางคนก็บ่มนานกว่านั้น ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากระยะเวลาการบ่มก็คือ ยิ่งบ่มจะยิ่งมีกล่ินหอม แต่รสชาติความหวานก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วก็เค็มขึ้นเรื่อยๆแทน คุณสามารถเลือกได้ว่าอยากกิน Parma Ham ที่บ่มนานขนาดไหน ยิ่งอันที่เก็บไว้นาน ก็จะยิ่งมีราคาแพง ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

Parma Ham คนส่วนใหญ่จะเคยชินกับการกินพร้อม Melon แต่ที่ประเทศอิตาลี่นั้นส่วนใหญ่จะกินกันปล่าวๆ อย่างมากก็แค่กินกับขนมปัง แต่กินกับ melon ก็มีให้เห็นบ้าง นอกเหนือจาก Melon นั้น Parma Ham ก็สามารถเข้าได้กับผลลูก Figs สุก แล้วก็ Asparagus ผัดเนยด้วย (พูดแล้วอยากกิน)
ราคาของ Parma Ham ที่อิตาลี่จะอยู่ประมาณ 1500-2000 บาท/kg พอมาถึงบ้านเราก็น่าจะเริ่มต้นที่ประมาณ 5000 บาท/kg 


แต่ขอบอกว่าความจริงแล้ว Parma Ham ไม่ใช่ Prosciutto ที่ดีที่สุด Prosciutto ที่ดีที่สุดและราคาแพงที่สุดนั้นความจริงแล้วคือ Culatello (กิโลกรัมละเกือบ 20,000 บาท) แล้วเบนจะมาเล่าถึง Prosciutto 

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

Yannick Noah


alt = คำอธิบายของภาพที่แสดงความคิดเห็นด้านล่าง

ยานนิคโนอาห์เป็นผู้เล่นของเทนนิสและนักร้อง ฝรั่งเศส , เกิด18 พฤษภาคม 1960ในซีดานในArdennesในฝรั่งเศส .
ในอาชีพนักกีฬาของเขาเขาได้รับรางวัลการแข่งขันที่ Roland Garrosใน1,983ซึ่งทำให้เขาได้รับ 4 กันยายน 2014 เท่านั้นผู้เล่นฝรั่งเศสที่จะชนะการแข่งขันของแกรนด์สแลมในยุคเปิดซิงเกิ้ล สุภาพบุรุษ แต่ยังเป็นผู้เล่นที่อยู่ในอันดับสูงสุดของฝรั่งเศสในเอทีพี ( o  3 กรกฎาคม 1986) และชื่อซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดกับ 23 นอกจากนี้เขายังเป็นกัปตันของทีมงานของฝรั่งเศสในถ้วยเดวิสนำฝรั่งเศสไปสู่ชัยชนะใน1991และ1996ก่อนที่จะทำเช่นเดียวกันกับทีมของฝรั่งเศสเฟดคัพใน1997 . เขาเริ่มอาชีพในปี 1991 ในฐานะนักร้องที่เขาอุทิศตัวเองเต็มเวลาที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ปี 2002
เขาเป็นบุตรชายของนักฟุตบอลแคเมอรูนZacharie โนอาห์และพ่อของผู้เล่นบาสเก็ตฝรั่งเศสโจอาคิมโนอาห์ .

ดนตรีอาชีพ

อาศัยอยู่ใน Rennes 22 มกราคม 2011
ควบคู่ไปกับการเล่นเทนนิสอาชีพของเขาเขาหันจาก1990ถึงความรักที่สองของเขาเพลง เพลงของเขาเป็นครั้งแรกSaga แอฟริกาอัลบั้มสีดำและสิ่งที่จะกลายเป็นเพลงฮิตของฤดูร้อน1991ได้รับประโยชน์จากการรายงานข่าวของสื่อมวลชนในการทำงานของเขาชนะฝรั่งเศสในถ้วยเดวิสหลังจาก 59 ปีของการรอคอย โนอาห์ที่เพิ่งเกษียณจากการเล่นอาชีพของเขาเมื่อปีที่แล้วจากนั้นกัปตัน แล้วก็มาถึงอัลบั้มที่เมืองเผ่าใน1993กับความสำเร็จของการรับที่กลับไปแล้วอัลบั้มZam Zamในปี 1998 และการคูณประสบการณ์และบันทึกการประชุมเป็นเวลานาน แต่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก กระตุ้นโดยผู้จัดการของเขาฌองปิแอร์ Weillerอาชีพของเขาเอาเลี้ยวสำคัญใน2000กับอัลบั้มที่สี่ของเขาYannick Noahเขียนโดยเอริค Benziและโรเบิร์ตโกลด์แมนประสบความสำเร็จกำลังรอให้คุณกับชื่อไซมอนพ่อธารา .
ตั้งแต่นั้นมา, จุดบริการทัวร์ตาม นอกจากองค์ประกอบเดิมยานนิคจะใช้เวลาในแผ่นดิสก์และบนเวทีเพลงของบ๊อบมาร์เลย์และเพื่อนของเขาโทรศัพท์ .ใน2003อัลบั้มโปขระเป็นความสำเร็จที่ดีกับคู่Metisse (s)ที่มีโรคระบาด Disiz . ใน2006 , อัลบั้มใหม่ของเธอCharangoขายมากกว่า 1,150,000 เล่มและนำเขาไปสู่การเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหนึ่งปี เพลงสำหรับต้นไม้ที่ประชาชนมีผลกระทบต่อคนจำนวนมากมักจะถูกนำมาใช้ในโรงเรียนหรือ lipdubs การกู้คืน ในปีเดียวกันเขาเป็นพ่อทูนหัวของดาราวิทยาลัย 6 ร่วมกับไลโอเนลริชชี่
สุดท้ายใน 2010, ยานนิคกลับมาอยู่ในที่เกิดเหตุเพลงและปล่อยthอัลบั้มพรมแดนรวมทั้งซิงเกิ้ลแองเจลา , ส่วยให้แองเจลาเดวิสหรือสวัสดีคู่กับเอเอสเอ 25 กันยายน 2010 เขาจัดการให้เสร็จสมบูรณ์Stade เดอฟรองสำหรับคอนเสิร์ตราว 80,000 ชมที่จุดนัดพบ

โจฮันเนสเบิร์ก

โจฮันเนสเบิร์ก (อังกฤษJohannesburg) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแอฟริกาใต้ และเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเกาเทง (Gauteng) อันเป็นเขตที่มั่งคั่งและเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดของแอฟริกาใต้ เป็นเขตเมืองใหญ่ติดอัน 40 ของโลก[3] และเป็นหนึ่งในสองเมืองระดับโลกของแอฟริกาที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก[4]นอกจากนี้โจฮันเนสเบิร์กยังเป็นเมืองใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่บนดินแดนที่ไม่ถูกแวดล้อมด้วยทะเลสาบ แม่น้ำ และแหล่งน้ำอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการอยู่บนที่สูงจึงมีหิมะตกเหมือนกับกรุงพริทอเรีย
ซอกเกอร์ซิตี (Soccer City) เป็นสนามกีฬาประจำเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2010 ในนัดเปิดสนามและนัดชิงชนะเลิศอีกด้วย
  1. ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โจฮันเนสเบิร์ก

  • โจฮันเนสเบิร์ก
  • พื้นที่1,645 ตร.กม.
  • สภาพอากาศ20°C ลม NE ที่ความเร็ว 8 กม./ชม. ความชื้น 12%
  • เวลาท้องถิ่นวันพฤหัสบดี 12:22
  • กาซาบล็องกา

    กาซาบล็องกา (ฝรั่งเศสCasablancaออกเสียง: [ka.za.blɑ̃.ka]) หรือ อัดดารัลบัยฎออ์ (อาหรับالدار البيضاء, ad-Dār al-Bayḍāʼ‎) เป็นเมืองทางทิศตะวันตกของประเทศโมร็อกโกและเป็นเมืองหลวงของแคว้นกร็องกาซาบล็องกา ตั้งอยู่ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างจากกรุงราบัตเมืองหลวงของประเทศไปทางทิศใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร กาซาบล็องกาเป็นเมืองท่าหลักและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของโมร็อกโก และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคมาเกร็บ (แอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ) อีกด้วย จากการสำรวจสำมะโนครัวในปี ค.ศ. 2004 พบว่ามีประชากรประมาณ 2,946,440 คนอาศัยอยู่ในเมืองนี้[1] กาซาบล็องกาถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งฐานทัพหลักของกองทัพเรือโมร็อกโกอีกด้วย
    ชาวเบอร์เบอร์เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้อย่างน้อยตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาชาวฟินิเชีย ชาวโรมัน และชาวเมรินิดได้เข้ามาใช้เป็นเมืองท่าในชื่อ "อันฟา" (Anfa) เมืองนี้ได้เป็นอิสระและกลายเป็นแหล่งกบดานโจรสลัดในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทำให้โปรตุเกสเข้ามาทำลายเมืองในปี ค.ศ. 1468 และสร้างใหม่เป็นป้อมปราการ เมืองใหม่ที่เจริญเติบโตรอบป้อมนี้มีชื่อเรียกว่า "กาซาบรังกา" (Casa Branca) ซึ่งแปลว่า "บ้านสีขาว" ในภาษาโปรตุเกส แต่ชาวยุโรปได้ละทิ้งเมืองไปหลังจากเกิดแผ่นดินไหวในปีค.ศ. 1755 สุลต่านแห่งโมร็อกโกได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกครั้งโดยได้รับความช่วยเหลือจากสเปน เมืองนี้จึงได้รับการตั้งชื่อเป็นภาษาอาหรับ (อัดดารัลบัยฎออ์) โดยแปลจากชื่อเมืองในภาษาสเปนว่า "กาซาบลังกา" (Casa Blanca) ซึ่งแปลว่าบ้านสีขาวเช่นกัน ต่อมาถูกฝรั่งเศสเข้ายึดครองในปี ค.ศ. 1907 จนกระทั่งได้รับเอกราชพร้อมกับพื้นที่อื่น ๆ ของโมร็อกโกเมื่อปี ค.ศ. 1956