วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แผ่นดินไหวเนปาล


ครบ 1 เดือน แผ่นดินไหวเนปาล ผู้คนยังหวาดผวา-หวั่นฤดูมรสุมซ้ำอีก

ครบ 1 เดือน แผ่นดินไหวเนปาล ผู้คนยังหวาดผวา-หวั่นฤดูมรสุมซ้ำอีก

ครบรอบ 1 เดือนเหตุแผ่นดินไหวเนปาล แต่สภาพความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยยังไม่ดีขึ้น ประชาชนยังคงหวาดผวา ขณะที่โรงเรียนที่ได้รับความเสียหายยังไม่สามารถฟื้นฟูได้
              สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 เป็นวันครบรอบ 1 เดือนของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง 7.8 แมกนิจูด ซึ่งโรงเรียนในเนปาลที่ได้รับความเสียหายยังไม่สามารถฟื้นฟูได้ เจ้าหน้าที่คาดว่าจะสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนอีกครั้งในวันที่ 1 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ขณะที่ผู้ประสบภัยจำนวนมากในกรุงกาฐมาณฑุยังคงใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้ง โดยบางส่วนอาศัยอยู่ในเต็นท์ เนื่องจากอาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว
              
              นอกจากนี้ มรดกโลกและโบราณสถานหลายแห่งถูกทำลายจากแรงสั่นสะเทือน รัฐบาลเนปาล ระบุว่า ต้องใช้เงินกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการฟื้นฟูและบูรณะความเสียหาย โดยกังวลว่าฤดูมรสุมที่กำลังจะมาถึงอาจทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่กลางแจ้งประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิตและอาจจะเกิดโรคระบาดขึ้น 

อีกมุมหนึ่งของวิกฤต ‘โรฮิงญา’ ชนชาติที่ ‘ไม่มีใครต้องการ’

โรฮิงญา,เกมตีปิงปอง,ผู้อพยพ,เมียนมา,พระวีระธุ

กลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญา หรือโรฮีนจา ว่าถ้าหากย้อนไป ภูมิลำเนาดั้งเดิมในช่วงของยุคล่าอาณานิคม ที่อังกฤษ ได้ยึดครองอินเดียไว้เป็นเมืองขึ้น สื่อต่างประเทศบางสำนักได้กล่าวอ้างว่า ชาวโรฮิงญา มาจากแดนภารตะ ในการเป็นแนวร่วมระหว่างการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนั้น ชาวพุทธต้องสู่รบกับชาวพุทธในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า จนกลายเป็น ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ของศัตรูคู่อาฆาต ซึ่งสุดท้าย อังกฤษก็ลอยแพชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ยังต้องอาศัยอยู่ร่วมชายคาเมียนมา ร่วมกับ ศัตรูต่อไป คล้ายเป็นระเบิดเวลา รอการปะทุขึ้นอีกครั้ง
ทว่า สื่อต่างประเทศในแถบยุโรปอย่าง ‘ซีเอ็นเอ็น’ และ ‘บีบีซี’  มักจะนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มโรฮิงญาในฐานะ ‘ผู้ถูกกระทำ’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากมองให้รอบด้าน ในหลายแง่มุม จะเห็นได้ว่า มีเรื่องราวบางกระแส ที่ระบุถึงมุมมองอีกด้าน ของกลุ่มชาติพันธุ์นี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ  จากเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ด้วยความไม่แน่นอนของเชื้อชาติและถิ่นฐานที่ชัดเจน นับตั้งแต่พม่าเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหาร จึงพยายามผลักดันชาวโรฮิงญาออกไปจากประเทศ เนื่องด้วยความขัดแย้งทางศาสนา ต่อชาวพุทธ อย่างที่ทราบกันได้ว่าเมียนมา เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ เป็นพุทธศาสนิกชน ที่เคร่งครัดในศาสนา ถือได้ว่าเป็นพุทธสังคมที่มีความเข้มแข็ง และมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ทว่าชาวพุทธส่วนใหญ่มองว่า ชาวโรฮิงญา เป็นผู้รุกราน ตามแนวติด Islamophobia หรือแนวคิดเกลียดกลัวอิสลาม บางกระแสระบุว่า ทางการเมียนมา ต้องการสกัดไม่ให้ชาวโรฮิงญา เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองภายใน
อีกประเด็นที่น่าจับตามอง จนเกิดการตั้งคำถาม ว่าเพราะเหตุใด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อย่างนางอองซาน ซูจี ถึงไม่ออกมาแสดงท่าทีใดๆ ต่อวิกฤติดังกล่าว แม้ว่าจะมีกระแสบางกระแสที่ระบุว่า เธอเป็นขวัญใจของชาวมุสลิม แต่ด้วยการขับเคลื่อนของประเทศที่ย่านก้าวเข้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เช่นนี้ ท่ามกลางสังคมที่อุดมไปด้วยชาวพุทธกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ การออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆต่อปัญหาครั้งนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และอาจกระทบต่อฐานคะแนนเสียงของเธอไม่มากก็น้อย จึงเกิดท่าทีในเชิง ‘พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง’
จากปากของ พระวีระธุ พระอาวุโสผู้จุดชนวนความรุนแรงทางศาสนาในพม่า พระผู้เรียกตัวเองว่า ‘บิน ลาเดน แห่งพม่า’ผู้ซึ่งใช้วาจาเครียดแค้นชิงชัง ที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นผู้สร้างความบาดหมางทางศาสนาในเมียนมา และเป็นปมสำคัญ หลังจากที่ออกมาอ้างว่า มีเหตุกระทำชำเราหญิงชาวพุทธ พร้อมทั้งกล่าวหาว่า ชาวมุสลิมในแง่ลบอย่างรุนแรง เดอะ การ์เดียน เผยว่า พระวีระธุเคยถูกดำเนินคดีในโทษฐานสร้างความเกลียดชังทางศาสนา แต่เมื่อถูกปล่อยตัวออกมา เขายังไม่ละเลิกสไตล์การเทศนา เพื่อเผยแพร่ความเกลียดชังทางเชื้อชาติและศาสนาต่อไป ครั้งหนึ่งเขาเผยว่า ชาวโรฮิงญาบุกเข้ามาพร้อมกับอาวุธครบมือ เพื่อที่จะเข่นฆ่า และยังอ้างด้วยว่าชาวมุสลิม ต้องการกดให้ชาวพุทธในประเทศกลายเป็นชนกลุ่มน้อย ในขณะที่ตนเองจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นชนชาติส่วนใหญ่ในประเทศเสียเอง
โรฮิงญา,เกมตีปิงปอง,ผู้อพยพ,เมียนมา,พระวีระธุ
พระวีระธุ พระอาวุโสผู้จุดชนวนความรุนแรงทางศาสนาในพม่า พระผู้เรียกตัวเองว่า ‘บิน ลาเดน แห่งพม่า’
พร้อมกันนี้ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงของทั้งสองเชื้อชาติ ปะทุอย่างรุนแรงในปี 2555 หลังจากชนวนคดีการกระทำชำเราสาวชาวพุทธในเมียนมา แพร่สะพัดออกไป สงครามย่อยๆในการประหัดประหารระหว่าง สองศาสนาจึงเริ่มขึ้น มิใช่การเป็นผู้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นเหตุให้รัฐบาลเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาดังกล่าว ว่าทั้งสองกลุ่มไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติอีกต่อไป จึงจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเกมที่เรียกว่า ‘ศึกตีปิงปอง’ ระหว่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายชาติขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าใครจะเป็นผู้แพ้
ส่วนท่าทีของบังคลาเทศ ซึ่งมีชายแดนติดกับเมียนมา ทางตะวันออกเฉียงใต้ ที่ครั้งหนึ่งเคยรับชาวโรฮิงญาเข้าประเทศ ที่แม้ประชากรส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม มีผู้นับถือศาสนาอิสลามราวร้อยละ 88 แต่สิ่งที่เป็นใจความสำคัญ ของสาเหตุที่บัคลาเทศเองก็มิได้ต้องการรับเลี้ยงดูปูเสื่อชาวโรฮิงญา เนื่องจาก บังคลาเทศเอง ก็เป็นประเทศยากจนและมีประชากรในประเทศกว่า 133 ล้านคน ซึ่งนับได้ว่าการอยู่อาศัยในประเทศหนาแน่นอย่างมาก ทั้งยังประสบปัญหาในการการลักลอบเข้าประเทศ เป็นปัญหาใหญ่ลำดับต้นๆ ดังนั้นบังคลาเทศ จึงมิยินดีที่จะรับภาระผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามาเพิ่ม
ส่วนประเทศที่สอง และ ที่สาม ซึ่งมีทั้งเมืองพุทธและดินแดนของชาวมุสลิม ก็ไม่ประสงค์จะเข้ามารับผิดชอบปัญหาที่ตนเองไม่ได้เป็นคนก่อ ซ้ำร้าย ยังมีความกังวลว่าผู้อพยพอาจเป็นกลุ่มคนไร้ศักยภาพ ขาดความรู้ความสามารถ ไม่ได้รับการศึกษา มิดีมิร้าย หลายฝ่ายมีความกังวลว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้อาจจะเข้ามาสร้างปัญหาให้คนในประเทศเพิ่มก็เป็นได้
กระนั้น มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายราย ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ การเบียดเบียนสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนของประเทศที่อยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นในด้าน การเสียภาษี ค่าจ้างบุคลากรทางการศึกษา และการแพทย์ ที่หากวันใดรัฐบาลรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามา ซึ่งก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า หากเข้ามาประกอบอาชีพ อาจหนีไม่พ้นชนชั้นแรงงาน ที่มักจะไม่มีการเสียภาษี ประชาชนที่อยู่เดิมจำเป็นต้องแบ่งพื้นที่ และแบ่งบุคลากรขั้นพื้นฐานให้แก่บุคคลเหล่านี้ด้วย โดยที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนในการหารายได้เข้าแผ่นดิน
เห็นได้จากตัวอย่างของกรณีที่ แพทย์ รายหนึ่งซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดบึงกาฬ ที่โพสต์ข้อความเป็นนัยว่า คนไข้ยากไร้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นชาวไทยจริงๆมีจำนวนเยอะมากอยู่แล้ว แต่ด้วยหน้าที่ของการเป็นหมอ พวกเขาต้องรับรักษาคนไข้ที่มาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งงบประมาณในการรับรักษาผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น ก็มาจากภาษีของคนไทย มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนในชาติทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

มนุษย์น้ำแข็ง

มัมมี่ของมนุษย์ยุคน้ำแข็งชื่อ "tzi" นี้มีอายุกว่า 5300 ปี ซึ่งจัดเป็นมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีสภาพสมบูรณ์ ซึ่งมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ในปี 1991 นักท่องเที่ยวชาวเยอมันได้ค้นพบซากมัมมี่นี้ที่ชายแดนระหว่างอิตาลีกับออสเตรเลียบริเวณอัลไพน์





โรเบิร์ต แวดโลว์

                 
โรเบิร์ต เพอร์ชิง แวดโลว์ (อังกฤษRobert Pershing Wadlow) (22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 191815 กรกฎาคม ค.ศ. 1940) เป็นมนุษย์ที่สูงที่สุดในโลก โดยเขาเป็นเจ้าของความสูงถึง 2.72 เมตร และยังเป็นมนุษย์ที่สูงที่สุดตลอดกาลด้วย เพราะในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถทำลายสถิติความสูงของเขาได้เลย เขามีน้ำหนักมากถึง 222 กิโลกรัม ซ้ำยังเป็นมนุษย์ที่มีมือและเท้ายาวที่สุด แวดโลว์มีมือที่ยาวมากกว่า 30 เซนติเมตร และเท้าที่ยาวเกือบ 50 เซนติเมตร ซึ่งการที่เขาสูงได้ขนาดนี้ ก็เพราะความผิดปกติของต่อมใต้สมองของเขานั่นเอง

ประวัติ

แวดโลว์เป็นบุตรชายของ ฮาโรลด์ แฟรงคลิน แวดโลว์ กับนาง แอดดี จอห์นสัน เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1918 ที่รัฐอิลลินอยส์สหรัฐอเมริกา เมื่อตอนที่แวดโรว์เกิดนั้น เขามีความสูงปกติดี แต่พอเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ความสูงของเขาก็เริ่มผิดปกติ เมื่อแวดโลว์สูงมากเกินไปเมื่อเขาสูงเกือบ 2 เมตรในวัย 10 ปีเท่านั้น (ตอนนั้นแวดโลว์ก็มีน้ำหนักถึง 100 กิโลกรัม) แต่ทางครอบครัวของเขาก็ไม่ได้ผ่าตัดรักษาอาการผิดปกติของต่อมใต้สมองของเขาเลย แต่กลับปล่อยไปตามธรรมชาติ และในวัย 20 ปี เขาก็มีความสูงถึง 2.6 เมตร และยังคงสูงต่อไปเรื่อยๆ

การเสียชีวิต[แก้]

ด้วยเหตุที่แวดโลว์มีความสูงและน้ำหนักมากเกินไป ทำให้เขาต้องใส่เฝือกเพื่อรับน้ำหนักที่มากกว่า 200 กิโลกรัมของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเกิดแผลที่เท้า จนทำให้มีการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ทำให้เขาต่องเปลี่ยนถ่ายเลือดโดยด่วน แต่ก็ไม่ทันการ แวดโลว์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1940 ที่รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ด้วยวัยเพียง 22 ปี โดยก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน แวดโลว์มีความสูงถึง 3.12 เมตร และหนัก 222 กิโลกรัม ในงานศพของเขามีผู้เข้าร่วมถึง 40,000 คนในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1940 โลงศพของเขาหนักถึงครึ่งตันเลยทีเดียว

สัตว์ที่มีอายุเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย

      

สัตว์ที่มีอายุเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย
Dr Maria Miglietta นักวิทยาศาสตร์จาก the Smithsonian Tropical Marine Institute เปิดเผยว่าแมงกะพรุนที่เรียกว่า Turritopsis Nutricula มีชีวิตเป็นอมตะ เนื่องจากมันสามารถย้อนวัยตัวเองกลับไปสู่วัยหนุ่มสาวได้อีก หลังจากที่่ได้สืบพันธ์แล้ว นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้บอกว่าจำนวนของแมงกะพรุนสายพันธ์นี้กำลังเพิ่ม จำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากชีวิตที่เป็นอมตะของพวกมัน

แหล่งกำเนิดสัตว์ที่มีอายุยืนที่สุด
Turritopsis Nutricula เป็นแมงกะพรุนที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบ Caribbean แต่ขณะนี้มันกำลังกระจายไปทั่วทุกแห่งในโลกอย่างรวดเร็ว

ลักษณะเด่นสัตว์ที่มีอายุยืนที่สุด
แมงกะพรุน (Turritopsis Nutricula) เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อว่า hydrozoan และเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนิดเดียว ที่สามารถย้อนวัยตัวเองกลับสู่วัยหนุ่มสาว ด้วยวิธีที่เรียกว่า cell development process of transdifferentiation นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ขั้นตอนของcell development process of transdifferentiation ใน Turritopsis Nutricula จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มันมีชีวิตที่เป็นอมตะ ในขณะที่แมงกะพรุนสายพันธ์อื่นๆ จะตายไปตามอายุขัยเหมือนสิ่งชีวิตอื่นๆในโลก
นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าเหตุใด แมงกะพรุนสายพันธ์นี้ที่มีขนาดเพียง 5 มิลลิเมตร ถึงได้มีคุณสมบัติพิเศษในการย้อนวัยตนเองได้

เอสคีลัส (Aeschylus)




เอสคีลัส(ราว525-455 ปีก่อนคริสต์ศักราช)เป็นบิดาแห่งงานประพันธ์โศกนาฎกรรมและเป็นหนึ่งในนักเขียนบทละครคนแรกๆที่ผลงานยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้บทละครของเอสคีลัสประพันธ์ขึ้นในช่วงที่เอเธนส์เริ่มปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยบทละครของเขาจึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของบทละครตะวันตกและประตูสู่วัฒนธรรมกรีกโบรา

เอสคีลัสเกิดในแอตติกาซึ่งเป็นภูมิภาคที่ล้อมรอบกรุงเอเธนส์เขาเข้าร่วมกองทัพเอเธนส์และร่วมรบในสงครามมาราธอนเมื่อ490ปีก่อนคริสต์ศักราชและในสงครามเซลามิสเมื่อ480 ปีก่อนคริสต์ศักราชสงครามทั้งสองครั้งที่ประสบชัยชนะเป็นการสู้รบกับจักรวรรดิเปอร์เซียซึ่งช่วยรักษาเอกราชของเอเธนส์เอาไว้และกลายเป็นข้อมูลพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้การประพันธ์บทละครเรื่องThe Persians (472ปีก่อนคริสต์ศักราช)ซึ่งนี่ถือว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดาบทละครที่เหลืออยู่ของเอลคีลัส

บทละครชิ้นนี้ค่อนข้างแปลกในแง่ที่ว่าเอสคีลัสพยายามบอกเล่าเรื่องราวของสงครามจากมุมมองของฝ่ายเปอร์เซียแทนที่จะมองผ่านจุดยืนของกรีกซึ่งเป็นฝ่ายชนะเนื่อเรื่องเกิดขึ้นในซูซาเมืองเหลวงของจักรวรรดิเปอร์เซียโดยนำเสนอความพ่ายแพ้ของฝ่ายเปอร์เซียในลักษณะโศกนาฎกรรมอันเกิดจากความอหังการของกษัตริย์เซอร์ซีส(519-465 ปีก่อนคริสต์ศักราช)เอสคีลัสนำเสนอในลักษณะที่ว่ากษํตริย์เซอร์ยุซีสทำให้พระเจ้าทรงพิโรธด้วยการสร้างสะพานข้างช่องแคบแฮลเลสปอนด์ซึ่งส่งผลให้เขาพ่ายแพ้

The Oresteiaบทละครไตรภาคว่าด้วยกษัตริย์อะกาเมมนอนแห่งอาร์กกอสผู้เป็นตำนานมีอายุเก่าแก่ย้อนไปประมาณ457 ปีก่อนคริสต์ศักราชบทละครไตรภาคนี้ไม่ต่างจากThe Persiansตรงที่เรื่องราวโศกนาฏกรรมทั้งสามซึ่งเกี่ยวข้องกับจุดอ่อนของตัวเอกได้นำเขาไปสู่หายนะในที่สุดThe Oresteiaยังเป็นที่มาของตัวละครหลายตัวในวรรณกรรมตะวันตกเช่น แคสซานดร้าผู้มีพรสวรรค์ด้านการพยากรณ์แต่ถูกลิขิตมาให้ไม่มีใครเชื่อหรือไม่สนใจบทละครโศกนาฏกรรมของเอสคีลัสวางธรรมเนียมปฏิบัติไว้หลายประการให้กับละครและมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อนักเขียนบทละครชาวกรีกรุ่นหลังอย่างโซโฟเคลส(ราว496-506 ปีก่อนคริสต์ศักราช)และยูริิบิตีส(ราว484-406 ปีก่อนคริสต์ศักราช) 

นอกจากนี้แล้วไม่มีใครได้รู้เกี่ยวกับชีวิตของเขาเลยเขาชนะการประกวดบทละครในกรุงเอเธนส์หลายต่อหลายครั้งและประมาณว่าเขาประพันธ์บทละครทั้งหมดกว่า90 เรื่องแต่ทุกวันนี้หลงเหลืออยู่เพียง7 เรื่องเอสคีลัสเสียชีวิตระหว่างไปเยือนเกาะชิชิลีซึ่งตามตำนานเล่าว่ามีนกตัวหนึ่งปล่อยเต่าลงบนศรีษะจึงทำให้เขาเสียชีวิต

ประวัติเพลง Happy Birthday to you

เพลง "Happy Birthday to you" ซึ่งกินเนสบุกระบุว่าเป็น
เพลงภาษาอังกฤษที่มีการร้องบ่อยที่สุด แต่งทำนองโดย
แพ็ตตี้ ฮิลล์ และ มิลเดร็ด ฮิลล์ พี่น้องชาวอเมริกันจากรัฐเคนทักกี้ 
ในปี พ.ศ. 2436 โดยเริ่มแรก สองพี่น้องซึ่งเป็นครูสอนใน
โรงเรียน Louisville Experimental Kindergarten School
ได้ตั้งใจใช้สำหรับทักทายนักเรียนในชั้นโดยใส่ประโยคว่า
"Good Morning to All" (อรุณสวัสดิ์ทุกคน) 

ขณะที่ แพตตี้ ผู้เป็นน้องสาวนั้นเป็นครูใหญ่ 
มิลเดรดแต่งทำนองเพลงนี้ขึ้น 
โดยแพตตี้ก็แต่งเนื้อร้องให้ จนได้เพลงชื่อ
"Good Morning to All" 

ซึ่งพี่น้อง 2 คนใช้เป็นเพลงทักทายเด็กในชั้นเรียน
เนื้อเพลงตามต้นฉบับดั้งเดิม มีดังนี้

Good morning to you
Good morning to you
Good morning, dear children
Good morning to all

ต่อมา บทเพลงดังกล่าวก็ถูกพิมพ์ลงหนังสือเพลง
"Song Stories For The Kindergarten" จึงเป็นที่รู้จัก
และครูในโรงเรียนอื่นก็ใช้เอาไปร้องทักนักเรียนด้วย
จากนั้นไม่นานก็เป็นที่นิยมสำหรับเด็ก
นักเรียนเอาไปใช้ร้องกับครูแทน และ
ก็เป็นที่รู้จักในชื่อ "Good Morning To You"
เนื่องจากเนื้อเพลงท่อนที่ 3 นั้นถูกเปลี่ยนไป
ตามความเหมาะสม
แต่สำหรับใครเป็นผู้คิดแต่งเนื้อพลงให้กลายเป็น
"Happy Birthday to You"
ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนแต่งขึ้น อย่างไรก็ตาม 
พบว่าเนื้อเพลง
นี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ในหนังสือเพลงฉบับหนึ่ง 
ในปี 1924 โดยเป็นเนื้อเพลงบทที่ 2 ของเพลง 
"Good Morning to You" 
จากนั้นหนังหลายเรื่องและรายการวิทยุก็นำไปใช้
เป็นเพลงอวยพรวันเกิด 
จาก"Good Morning To You" ก็เลยเปลี่ยนไปเป็น
"Happy Birthday To You" ในที่สุด