นอกจากจะชอบเที่ยวในเมืองใหญ่ หรือออกไปตามป่าเขาลำเนาไพรแล้ว “ตะลอนเที่ยว” ก็ชอบเที่ยวเมืองเก่าด้วยเหมือนกัน เมื่อมีโอกาสดีมาถึงให้ได้ไปเยี่ยมเยือนปีนัง ก็ย่อมต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน ก่อนจะตะลอนเที่ยวกันในเมืองปีนัง เรามาทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของปีนังกันเสียหน่อย การท่องเที่ยวทริปนี้จะได้มีรสชาติมากยิ่งขึ้น | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เกาะปีนังถูกค้นพบโดย กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Captain Fransis Light) ชาวอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1786 กัปตันไลท์ก็ได้รับมอบเกาะปีนังจากสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ ในนามของบริษัทอีสต์ อินเดีย คอมพานี ด้วยการทำสัญญาว่าจะปกป้องแผ่นดินนี้จากสยามประเทศ ซึ่งเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่ว่า “Prince of Wales Island” เนื่องด้วยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลส์ ต่อมาไม่นาน กัปตันไลท์ก็ได้ตั้ง “จอร์จทาวน์” (George Town) ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเมืองท่าปลอดภาษี ซึ่งก็มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้จอร์จทาวน์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนในสมัยนั้นคนไทยที่พอมีฐานะนิยมจะส่งลูกหลานไปเรียนที่ปีนังเพื่อให้ได้เรียนภาษาอังกฤษ
|
วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ทะเลสาบเดดซี
ทะเลเดดซีอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียที่ด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนที่ด้านตะวันออก แม่น้ำจอร์แดนจะไหลจากทางเหนือมายังทะเลเดดซีนี้ ซึ่งมีความยาว 80 กิโลเมตร และมีความกว้างถึง 18 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่นั้น 1,020 ตารางกิโลเมตร แหลมอัลลิซาน (แปลว่า ลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือใหญ่กว่า ล้อมรอบพื้นที่ 3/4 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนความลึกนั้นประมาณ 400 เมตร แอ่งตอนเหนือนั้นเล็ก และตื้น (ลึกประมาณ 3 เมตร) ในสมัยที่เขียนคัมภีร์ไบเบิล จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร
คนชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีกันว่า "อัลบาห์รัลไมยิต” หมายความว่า ทะเลมรณะเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ขณะที่ภาษาฮีบรูเรียกทะเลสาบนี้ว่า "ยัมฮาเมละฮ์" ซึ่งหมายความว่า "ทะเลเกลือ" เป็นทะเลที่เค็มที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เค็มกว่าทะเลอื่นถึง 4 เท่า[ต้องการอ้างอิง] มีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกอีกแห่งด้วย สำหรับทะเลสาบเดดซี เป็นจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบในการเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ยกเว้นแต่แบคทีเรียและเห็ดราบางชนิด
ประวัติ
ชื่อ ทะเลมรณะ ในภาษาไทยปรากฏครั้งแรก ๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทย ภาษาอังกฤษถ่ายมาจากภาษาเดิมว่า Dead Sea มีประวัติย้อนไปอย่างน้อยก็สมัยเฮลเลน (323 - 30 ปีก่อนคริสตกาล) เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ในไบเบิล เพราะเป็นยุคสมัยของอับราฮัม (บรรพบุรุษของชาวฮีบรูและอาหรับ) และการทำลายเมืองโสโดมและกอมอร์ราห์ (สองเมืองนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เก่า กล่าวว่าถูกทำลายจากไฟสวรรค์ เพราะความชั่วร้ายของผู้คนในดังกล่าวคงจะจมในบริเวณตอนใต้ของทะเลเดดซี) แม่น้ำที่แตกสาขาออกไป เป็นทางหนีของกษัตริย์ดาวิด (กษัตริย์แห่งอิสราเอล) และภายหลังก็เป็นทางหนีของพระเจ้าเฮรอดที่หนึ่งมหาราช กษัตริย์แห่งยูดาย
ทะเลเดดซีกินเนื้อที่ส่วนต่ำสุดของถ้ำในทะเลจอร์แดน-ทะเลเดดซี (ยาว 560 กิโลเมตร) ซึ่งขยายออกไปจากทางเหนือของสันปันน้ำแอฟริกาตะวันออก เป็นภูเขาที่จมลงในเขตรอบเลื่อนทวีปขนานสองรอย คือทางตะวันออก ตามขอบที่ราบสูงโมอาบ ซึ่งมองจากทะเลสาบนี้เห็นได้ง่ายกว่ารอยเลื่อนตะวันตก ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการยกตัว
ในยุคจูแรสซิกและครีเทเชียส (คือราว 208 - 66.4 ล้านปีที่ผ่านมา) ก่อนการเกิดถ้ำ ทะเลเมดิเตอร์เคไมโอซีน (23.7 - 5.3 ล้านปีที่ผ่านมา) ก้นทะเลยกตัวขึ้น ทำให้มีระดับสูงกว่าเดิมมาก
ทะเลเดดซีอยู่ในเขตทะเลทราย น้ำเค็ม ฝนตกก็น้อย และไม่สม่ำเสมอ ปีหนึ่งราว 65 มิลลิเมตร และเมืองเสโดม (ใกล้เมืองโสโดมในไบเบิล) ไม่มี
เหตุที่เรียกว่าเดดซีเพราะทะเลสาบนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่นเลย มีเพียงแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลนี้ระเหยขึ้นทำให้เกลือในทะเลสาบเดดซีตกค้างอยู่ในบริเวณเดิมน้ำในทะเลสาบเดดซีจึงมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลปกติถึง6เท่า ด้วยเหตุที่น้ำมีความเค็มมากขนาดนี้ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จึงเรียกทะเลสาบนี้ว่าทะเลสาบเดดซี มีความหมายว่าทะเลสาบมรณะ

น้ำพุร้อนปามุคคาเล
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ปามุคคาเล (Pamukkale) ปราสาทปุยฝ้ายสุดวิจิตร บ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์แห่งตุรกี ทั้งงดงามราวกับเป็นน้ำพุร้อนจากสวรรค์ และมีสรรพคุณในการบำบัดโรคจนกลายเป็นสปาธรรมชาติมานานกว่าพันปี
หากจะคิดถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันแสนงดงาม ราวกับไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ปามุคคาเลหรือ พามุคคาเล (Pamukkale) ดินแดนแห่งน้ำพุร้อน ในประเทศตุรกี ซึ่งมีลักษณะคล้ายระเบียงน้ำพุร้อนที่ซ้อนกันหลายชั้น มีขอบหินปูนสีขาว ดูวิจิตรงดงามและสะอาดบริสุทธิ์ราวกับปุยฝ้ายแห่งนี้ คงจะเป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งผุดขึ้นมาในใจของหลาย ๆ คนเป็นแน่ และแน่นอนว่ามันคงเป็นราวกับดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนทีเดียว
สำหรับ ปามุคคาเล ซึ่งแปลว่า ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) ในภาษาตุรกี ตั้งอยู่ในเมืองปามุคคาเล จังหวัดเดนิซลิ (Denizli) ประเทศตุรกี มีลักษณะเป็นระเบียงน้ำพุเกลือร้อน ซึ่งเกิดขึ้นจากการเกิดแผ่นดินไหวของโลกในอดีต มีความยาวประมาณ 2.7 กิโลเมตร สูง 160 เมตร ความงดงามสุดวิจิตรของสถานที่แห่งนี้เกิดขึ้นจากบ่อน้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูน ซึ่งเมื่อน้ำพุร้อนระเหยขึ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไอน้ำก็จะค่อย ๆ ก่อให้เกิดชั้นของแคลเซียมเกาะบริเวณขอบบ่อจนเกิดเป็นผนังสีขาวขึ้นนั่นเอง
ด้วยความเชื่อว่า ปามุคคาเล เป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดการอาการต่าง ๆ ทำให้ในอดีตชนเผ่ากรีก-โรมันได้เข้ามาสร้างเมืองอยู่บนบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ และขนานนามเมืองนั้นว่า ฮีเอราโพลิส อันหมายถึงเมืองศักดิ์สิทธิ์ และปามุคคาเล ก็ได้ถูกใช้เป็นสปาบำบัดโรคมานานกว่าพันปี กระทั่งปามุคคาเลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการร่วมกับเมือง ฮีเอราโพลิส เมื่อปี 2531 จึงได้มีการปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวลงไปอาบแช่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่แห่งนี้เกิดความเสียหาย
วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์
"คนไทยรักข้าวไทย" กรีนพีซร่วมสนับสนุนให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของข้าวไทย ข้าว อาหารหลักของคนไทย ผลิตผลการเกษตรส่งออกหลักของประเทศ ชาวนา กระดูกสันหลังของชาติ กำลังไดัรับผลกระทบอย่างรุนแรงจากข้าวดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ของบริษัทเคมีเกษตร
ชาวนาไทยปลูกต้นกล้าข้าวอินทรีย์บนผืนนาที่กรีนพีซเลือก นาข้าวผืนนี้ขณะนี้ได้กลายเป็นศิลปะ หรือ "ศิลปะบนนาข้าว" ที่นำเสนอภาพชาวนาเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก บัดนี้ข้าวออกรวมสีเหลืองถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
เมื่อต้นปี กรีนพีซได้เชิญชวนให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของงาน "ปลูกรักให้ต้นข้าว" ในวันแห่งความรัก เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าวอินทรีย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่จังหวัดราชบุรีื โดยเชิญชวนให้มาช่วยปลูกข้าวในนาข้าว 2 สี (ข้าวสีทองกับข้าวก่ำสีดำ) ขนาด 10 ไร่ เพื่อสร้างศิลปะอันสวยงาม ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ในกิจกรรมงาน "ปลูกรักให้ต้นข้าว" เราได้ร่วมกันลงแขกดำนา พูดคุยเรื่องเกษตรกรรมอินทรีย์กับปราชญ์ข้าวไทย (คุณลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง) และมีการสอนการทำสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น น้ำส้มควันไม้ ที่ชาวนาผลิตขึ้นเพื่อใช้ไล่แมลงในนาข้าว เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำกลับไปใช้ได้กับต้นไม้ของที่บ้านได้ด้วย
แปลงข้าวนี้ ได้เติบโตเป็นภาพศิลปะจากธรรมชาิติที่สวยงามดังภาพนี้ ศิลปะนี้เกิดจากต้นข้าวจริงๆ ในพื้นที่ 10 ไร่
ณ บัดนี้ข้าวได้ออกรวงเป็นสีเหลืองแล้ว
ปีนัง
นอกจากจะชอบเที่ยวในเมืองใหญ่ หรือออกไปตามป่าเขาลำเนาไพรแล้ว “ตะลอนเที่ยว” ก็ชอบเที่ยวเมืองเก่าด้วยเหมือนกัน เมื่อมีโอกาสดีมาถึงให้ได้ไปเยี่ยมเยือนปีนัง ก็ย่อมต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน ก่อนจะตะลอนเที่ยวกันในเมืองปีนัง เรามาทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของปีนังกันเสียหน่อย การท่องเที่ยวทริปนี้จะได้มีรสชาติมากยิ่งขึ้น | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
เกาะปีนังถูกค้นพบโดย กัปตันฟรานซิส ไลท์ (Captain Fransis Light) ชาวอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1786 กัปตันไลท์ก็ได้รับมอบเกาะปีนังจากสุลต่านแห่งรัฐเคดาห์ ในนามของบริษัทอีสต์ อินเดีย คอมพานี ด้วยการทำสัญญาว่าจะปกป้องแผ่นดินนี้จากสยามประเทศ ซึ่งเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อเกาะเสียใหม่ว่า “Prince of Wales Island” เนื่องด้วยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลส์ ต่อมาไม่นาน กัปตันไลท์ก็ได้ตั้ง “จอร์จทาวน์” (George Town) ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเมืองท่าปลอดภาษี ซึ่งก็มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้จอร์จทาวน์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนในสมัยนั้นคนไทยที่พอมีฐานะนิยมจะส่งลูกหลานไปเรียนที่ปีนังเพื่อให้ได้เรียนภาษาอังกฤษ
|
วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557
สุสาน แปร์ ลาแชส (Cimetiere du Pere-Lachaise)
สุสาน แปร์ ลาแชส (Cimetiere du Pere-Lachaise) ที่มีหลุมฝังศพทั้งสิ้นกว่า 33,000 หลุม หนึ่งในนี้มีหลุมศพของอดีตนักเขียนชาวฝรั่งเศส "Victor Nior" ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเจริญพันธุ์ไปซะแล้ว เพราะมีผู้หญิงหลายคนมาที่นี่ เพื่อมาจูบที่ปากรูปปั้นของเขา และลูบคลำที่เป้าของรูปปั้นเพื่อหวังว่าจะทำให้มีลูกดังใจ ไปจนถึงเรื่องบนเตียงก็ไร้ปัญหา จะเห็นได้ว่าบริเวณเป้าและปากของรูปปั้นมีสีไม่สม่ำเสมอกับส่วนอื่นๆ แถมผู้หญิงบางคนยังใจกล้าถึงขั้นปีนขึ้นไปบนรูปปั้นเพื่อทำอนาจาร จนเจ้าหน้าที่ต้องทำแผงกั้น เพื่อไมให้เกิดเรื่องน่าอายมาแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ประเทศโมร็อกโก
ประเทศโมร็อกโก หรือ ราชอาณาจักรโมร็อกโก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และมหาสมุทรแอตแลนติก มีช่องแคบยิบรอลตาร์แบ่งกั้นกับประเทศสเปน โมร็อกโกเป็นประเทศที่มีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ในทวีปเดียวกันอย่างมาก ซึ่งมีทั้งความทันสมัยและความเจริญรุ่งเรืองกว่า เนื่องจากครั้งหนึ่งประเทศทางยุโรปอย่างสเปนและฝรั่งเศส เคยเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองและการปกครอง จึงนำเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้ามาเผยแพร่ด้วย จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความเป็นยุโรปอยู่มาก
แต่ประชากรมีหลากหลายชาติพันธุ์ผสมผสานกัน ทั้งชนชาตินิกรอยหรือแอฟริกันนิโกร คอเคซอยด์ ได้แก่ชาวอาหรับ และชาวยุโรป ชนพื้นเมืองคือชาวเบอร์เบอร์ หากจะเรียกว่าเป็นแดนอาหรับก็น่าจะได้ เพราะมีความคล้ายคลึงกับประเทศแถบตะวันออกกลางเช่นกัน คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีชาวยิวอยู่เป็นจำนวนมาก คนที่นี่บอกว่าพวกเค้าอาจเป็นอิสลามที่ไม่เคร่งครัดที่สุดในโลกก็ได้ เพราะเค้าเลี้ยงสุนัข ดื่มไวด์ และสูบบุหรี่ด้วย แล้วสาว ๆ ที่นี่ก็เปรี้ยวจี๊ด นุ่งน้อยห่มน้อย ก็คงจะได้รับวัฒนธรรมจากยุโรปอยู่มากโขทีเดียว
โมร็อกโกยังคงมีความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ และงดงามอยู่มาก เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจในการไปเยือน รวมถึงสถานที่เที่ยวก็มีมากมายหลายเมือง อย่าง เมืองท่าคาซาบลังกา ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโมร็อกโก
เมืองคาซาบลังกา แต่เดิมเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ แต่เนื่องจากมีกองถ่ายภาพยนต์ยกกองมาถ่ายทำกันที่เมืองนี้ แล้วก็มีเพลงเกี่ยวกับเมืองนี้ด้วย เมื่อหลายสิบปีก่อน จึงเริ่มเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป จนทำให้ทุกวันนี้ เมืองคาซาบลังกากลายเป็นเมืองท่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย หากมาเที่ยวเมืองนี้ก็จะได้เห็นสาว ๆ นุ่งสั้น ใส่สายเดี่ยว เอวลอย พูดคุยกับชายหนุ่มอย่างเปิดเผย ซึ่งต่างจากชาวมุสลิมทั่วไป
เมืองคาซาบลังกามีสถานที่เที่ยวมากมาย อย่าง ตลาดกลาง (Central Market) ซึ่งมีอาหารทะเลสด ๆ ใหม่ ๆ คุณภาพเต็มปากเต็มคำจากท้องทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน มาวางเรียงรายขายกันทั้งตลาด สำหรับนักช้อปก็ต้องไปที่ย่าน Habous District ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งศูนย์รวมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนที่นี่
ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab) สถานที่พักตากอากาศของผู้มีอันจะกิน และผู้มีชื่อเสียงในสังคม เป็นชายหาดริมทะเลแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ในเมืองคาซาบลังกา ซึ่งดาราฮอลลีวูดชื่อดังหลายคนก็มีบ้านพักอยู่ในย่านนี้ นอกจากทิวทัศน์ที่งดงามแล้ว ย่านนี้ยังมีภัตตาคาร ร้านอาหารหรูหราราคาแพงอยู่มากมาย สมกับเป็นย่านคนรวยจริง ๆ
เมืองมาร์ราเกซ (Marrakesh) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก คาซาบลังกา และเป็นหนึ่งในสี่เมืองแห่งราชอาณาจักร อิมพีเรียลซิตี้ ได้แก่ ราบัต เพซ เมกเนส และมาร์ราเกซ
มาร์ราเกซเป็นเมืองที่มีสีสันแห่งชีวิต โดยเฉพาะจัตุรัสเก่าแก่ใจกลางเมืองอย่าง เจมา เอล ฟนา (Djemaa El Fnaa) เปรียบเสมือนเวทีกลางแจ้งที่มีสีสันแห่งชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์การละเล่นพื้นเมือง และเป็นที่ทำมาหากินของนักมายากล หมองู ช่างขัดรองเท้า แถมมีบริการถอนฟันด้วย จึ๋ย… แต่ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น รถเข็นขายน้ำส้มคั้นสด ๆ จอดขายกันเรียงรายตลอดทางย่านนี้
เสน่ห์ของมาร์ราเกซอยู่ที่การกำหนดของรัฐบาล โดยให้ทุกบ้านเรือนในเมืองนี้ทาสีส้มได้เพียงสีเดียวเท่านั้น สีจะออกเหมือนสีส้มอิฐ เมื่อกระทบกับแสงแดดก็จะสะท้อนออกเป็นสีอมชมพู คนที่นี่เค้าเลยเรียกเมืองนี้ว่า "เมืองสีชมพู" ก็น่ารักดี

หากเบื่อในเมืองแล้ว สามารถออกไปสัมผัสธรรมชาตินอกเมืองกันต่อที่ หุบเขาโอริก้า บนเทือกเขาไฮแอตลัส (High Atlas Mountains) ซึ่งออกจากตัวเมืองมาร์ราเกซไปทางตอนใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร เทือกเขาไฮแอตลัส เป็นแนวเทือกเขาที่มีความสำคัญที่กั้นเมืองมาร์ราเกซกับทะเลทรายซาฮารา มีระดับความสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมีความหลากหลายของลักษณะอากาศ ที่มีทั้งความชื้นและแห้งแล้ง ตามแนวเชิงเขาเขตแห้งแล้ง เราสามารถพบเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวโมร็อกโก ที่มีการปลูกสร้างอย่างกลมกลืนไปกับธรรมชาติอยู่ตลอดแนว ช่างเป็นเหมือนภาพเขียนที่งดงามน่าประทับใจ
มาถึงโมร็อกโกหากไม่พูดถึงเมือง เฟซ (Fes) ก็คงไม่ได้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเก่าประดุจเขาวงกต ที่มีความซับซ้อนในการปลูกสร้างบ้านเรือนที่ย้อนยุคไปกว่าพันปี มีตรอกซอกซอยกว่า 9,000 แขนง ความลึกลับซับซ้อนกลับกลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ล่อให้นักท่องเที่ยวไปติดกับจนยากที่จะหาทางออก เมืองนี้ยังมีการใช้ลาเป็นพาหนะอยู่ แหม…ช่างเหมือนเดินอยู่ในดินแดนแห่งนิยายปรัมปราแบบอาหรับเสียจริง
อาหารโมร็อกโกมีความแตกต่างจากอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนในแถบยุโรป ซึ่งดูคล้ายกับมีความเป็นอาหรับเข้ามาช่วยเสริม แต่มีจุดเด่นเฉพาะตัวคือจะเสริฟมาในภาชนะที่มีฝาปิด เรียกว่า ทาจีน (Tagine) เป็นโลหะที่ทนและเก็บความร้อน เค้าจะใช้ภาชนะนี้ตั้งไฟปรุงอาหาร เมื่อปรุงเสร็จก็ยกมาเสริฟแบบนั้นเลย
อาหารจานหลักของโมร็อกโกคือ Seafood Tagine มีปลา หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ หอยตลับ ปลาหมึก กุ้ง ก็คือรวมปาร์ตี้ซีฟู๊ดนั่นแหละ (เนื่องจากมีน่านน้ำในการหาปลาเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาหารทะเลจึงมีมากมาย) แล้วก็ใส่มันฝรั่ง มะเขือเทศ แครอท มะกอก เครื่องเทศ และส่วนผสมอีกมากมาย โป๊ะมาบนข้าว หน้าตาน่ากิน
โมร็อกโกยังมีความงามของธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่หลายแห่ง และยังเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อีกทั้งสถาปัตยกรรมก็ยังคงรูปแบบเก่าแก่มาหลายร้อยปี จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศมหาเสน่ห์ที่น่าไปเยือน
แต่ประชากรมีหลากหลายชาติพันธุ์ผสมผสานกัน ทั้งชนชาตินิกรอยหรือแอฟริกันนิโกร คอเคซอยด์ ได้แก่ชาวอาหรับ และชาวยุโรป ชนพื้นเมืองคือชาวเบอร์เบอร์ หากจะเรียกว่าเป็นแดนอาหรับก็น่าจะได้ เพราะมีความคล้ายคลึงกับประเทศแถบตะวันออกกลางเช่นกัน คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีชาวยิวอยู่เป็นจำนวนมาก คนที่นี่บอกว่าพวกเค้าอาจเป็นอิสลามที่ไม่เคร่งครัดที่สุดในโลกก็ได้ เพราะเค้าเลี้ยงสุนัข ดื่มไวด์ และสูบบุหรี่ด้วย แล้วสาว ๆ ที่นี่ก็เปรี้ยวจี๊ด นุ่งน้อยห่มน้อย ก็คงจะได้รับวัฒนธรรมจากยุโรปอยู่มากโขทีเดียว
โมร็อกโกยังคงมีความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ และงดงามอยู่มาก เนื่องจากยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจในการไปเยือน รวมถึงสถานที่เที่ยวก็มีมากมายหลายเมือง อย่าง เมืองท่าคาซาบลังกา ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโมร็อกโก
เมืองคาซาบลังกา แต่เดิมเป็นเมืองท่าเล็ก ๆ แต่เนื่องจากมีกองถ่ายภาพยนต์ยกกองมาถ่ายทำกันที่เมืองนี้ แล้วก็มีเพลงเกี่ยวกับเมืองนี้ด้วย เมื่อหลายสิบปีก่อน จึงเริ่มเป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป จนทำให้ทุกวันนี้ เมืองคาซาบลังกากลายเป็นเมืองท่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย หากมาเที่ยวเมืองนี้ก็จะได้เห็นสาว ๆ นุ่งสั้น ใส่สายเดี่ยว เอวลอย พูดคุยกับชายหนุ่มอย่างเปิดเผย ซึ่งต่างจากชาวมุสลิมทั่วไป
เมืองคาซาบลังกามีสถานที่เที่ยวมากมาย อย่าง ตลาดกลาง (Central Market) ซึ่งมีอาหารทะเลสด ๆ ใหม่ ๆ คุณภาพเต็มปากเต็มคำจากท้องทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียน มาวางเรียงรายขายกันทั้งตลาด สำหรับนักช้อปก็ต้องไปที่ย่าน Habous District ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งศูนย์รวมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องมาเยือนที่นี่
ย่านไอน์เดียบ (Ain Diab) สถานที่พักตากอากาศของผู้มีอันจะกิน และผู้มีชื่อเสียงในสังคม เป็นชายหาดริมทะเลแถบมหาสมุทรแอตแลนติก ในเมืองคาซาบลังกา ซึ่งดาราฮอลลีวูดชื่อดังหลายคนก็มีบ้านพักอยู่ในย่านนี้ นอกจากทิวทัศน์ที่งดงามแล้ว ย่านนี้ยังมีภัตตาคาร ร้านอาหารหรูหราราคาแพงอยู่มากมาย สมกับเป็นย่านคนรวยจริง ๆ
เมืองมาร์ราเกซ (Marrakesh) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก คาซาบลังกา และเป็นหนึ่งในสี่เมืองแห่งราชอาณาจักร อิมพีเรียลซิตี้ ได้แก่ ราบัต เพซ เมกเนส และมาร์ราเกซ
มาร์ราเกซเป็นเมืองที่มีสีสันแห่งชีวิต โดยเฉพาะจัตุรัสเก่าแก่ใจกลางเมืองอย่าง เจมา เอล ฟนา (Djemaa El Fnaa) เปรียบเสมือนเวทีกลางแจ้งที่มีสีสันแห่งชีวิตของเหล่านักแสดงโชว์การละเล่นพื้นเมือง และเป็นที่ทำมาหากินของนักมายากล หมองู ช่างขัดรองเท้า แถมมีบริการถอนฟันด้วย จึ๋ย… แต่ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น รถเข็นขายน้ำส้มคั้นสด ๆ จอดขายกันเรียงรายตลอดทางย่านนี้
เสน่ห์ของมาร์ราเกซอยู่ที่การกำหนดของรัฐบาล โดยให้ทุกบ้านเรือนในเมืองนี้ทาสีส้มได้เพียงสีเดียวเท่านั้น สีจะออกเหมือนสีส้มอิฐ เมื่อกระทบกับแสงแดดก็จะสะท้อนออกเป็นสีอมชมพู คนที่นี่เค้าเลยเรียกเมืองนี้ว่า "เมืองสีชมพู" ก็น่ารักดี
หากเบื่อในเมืองแล้ว สามารถออกไปสัมผัสธรรมชาตินอกเมืองกันต่อที่ หุบเขาโอริก้า บนเทือกเขาไฮแอตลัส (High Atlas Mountains) ซึ่งออกจากตัวเมืองมาร์ราเกซไปทางตอนใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร เทือกเขาไฮแอตลัส เป็นแนวเทือกเขาที่มีความสำคัญที่กั้นเมืองมาร์ราเกซกับทะเลทรายซาฮารา มีระดับความสูงกว่า 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมีความหลากหลายของลักษณะอากาศ ที่มีทั้งความชื้นและแห้งแล้ง ตามแนวเชิงเขาเขตแห้งแล้ง เราสามารถพบเห็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวโมร็อกโก ที่มีการปลูกสร้างอย่างกลมกลืนไปกับธรรมชาติอยู่ตลอดแนว ช่างเป็นเหมือนภาพเขียนที่งดงามน่าประทับใจ
มาถึงโมร็อกโกหากไม่พูดถึงเมือง เฟซ (Fes) ก็คงไม่ได้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเก่าประดุจเขาวงกต ที่มีความซับซ้อนในการปลูกสร้างบ้านเรือนที่ย้อนยุคไปกว่าพันปี มีตรอกซอกซอยกว่า 9,000 แขนง ความลึกลับซับซ้อนกลับกลายเป็นมนต์เสน่ห์ที่ล่อให้นักท่องเที่ยวไปติดกับจนยากที่จะหาทางออก เมืองนี้ยังมีการใช้ลาเป็นพาหนะอยู่ แหม…ช่างเหมือนเดินอยู่ในดินแดนแห่งนิยายปรัมปราแบบอาหรับเสียจริง
อาหารโมร็อกโกมีความแตกต่างจากอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนในแถบยุโรป ซึ่งดูคล้ายกับมีความเป็นอาหรับเข้ามาช่วยเสริม แต่มีจุดเด่นเฉพาะตัวคือจะเสริฟมาในภาชนะที่มีฝาปิด เรียกว่า ทาจีน (Tagine) เป็นโลหะที่ทนและเก็บความร้อน เค้าจะใช้ภาชนะนี้ตั้งไฟปรุงอาหาร เมื่อปรุงเสร็จก็ยกมาเสริฟแบบนั้นเลย
อาหารจานหลักของโมร็อกโกคือ Seafood Tagine มีปลา หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ หอยตลับ ปลาหมึก กุ้ง ก็คือรวมปาร์ตี้ซีฟู๊ดนั่นแหละ (เนื่องจากมีน่านน้ำในการหาปลาเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาหารทะเลจึงมีมากมาย) แล้วก็ใส่มันฝรั่ง มะเขือเทศ แครอท มะกอก เครื่องเทศ และส่วนผสมอีกมากมาย โป๊ะมาบนข้าว หน้าตาน่ากิน
โมร็อกโกยังมีความงามของธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่หลายแห่ง และยังเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อีกทั้งสถาปัตยกรรมก็ยังคงรูปแบบเก่าแก่มาหลายร้อยปี จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศมหาเสน่ห์ที่น่าไปเยือน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)