วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทะเลที่สวยที่สุดในโลก

1. หาดไวท์เฮเวน, ประเทศออสเตรเลีย

            ณ เกาะวิธซันเดย์ ประเทศออสเตรเลีย มีชายหาดที่ขึ้นชื่อว่ามีทรายขาวสะอาดที่สุดในโลกอยู่ที่นั่นด้วย แถมยังเป็นหนึ่งในทะเลที่มีธรรมชาติสมบูรณ์มากที่สุดอีกต่างหาก จากการที่เดินทางได้โดยเรือเท่านั้น ปราศจากที่พักบนเกาะ และยังห้ามนำสุนัข รวมทั้งบุหรี่เข้าไปอีกด้วย มันจึงเป็นเหมือนเกาะที่ตัดขาดจากโลกภายนอกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี แม้คุณจะชื่นชมความขาวสะอาดของทรายที่นี่มากแค่ไหน ก็แอบตักกลับไปไม่ได้หรอกนะ เพราะอาจเจอค่าปรับสูงสุดตั้ง 5 พันเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 แสนบาทเลยทีเดียว


หาดไวท์เฮเวน, ประเทศออสเตรเลีย

            2. หาดพูนาลู, สหรัฐอเมริกา

            หาดทรายสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกพากันมารวมตัวชมทิวทัศน์ด้วยกันที่ชายหาดพูนาลูแห่งนี้ โดยสาเหตุที่ทรายบริเวณนี้เป็นสีดำสนิทเกิดมาจากการที่หินลาวา ซึ่งยังคงร้อนระอุมาเจอกับน้ำทะเล แล้วหลอมละลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนเป็นผืนทรายกว้างขวางในที่สุด และนอกจากทรายสีดำแล้ว เต่าทะเลที่อาศัยอยู่เต็มหาดไปหมด ยังเป็นสิ่งน่าสนใจอีกอย่างที่ทำให้ทะเลแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของเหล่านักท่องเที่ยวอีกด้วย


หาดพูนาลู, สหรัฐอเมริกา

            3. หาดนังวี, ประเทศแทนซาเนีย
            เมื่อคุณเดินอยู่บนชายหาดในนังวี หมู่บ้านชาวประมงของเกาะแซนซิบาร์นี้ คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเงียบสงบของธรรมชาติ และผืนทรายนุ่มเนียนละเอียด พร้อมน้ำทะเลสีฟ้าใสในทันที เพราะมันเป็นหนึ่งในชายหาดที่มีโรงแรมและสิ่งก่อสร้างน้อยที่สุดก็ว่าได้ จากการที่คนในหมู่บ้านรณรงค์ให้มนุษย์รุกรานสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพื่อรักษาความเงียบสงบของที่นี่เอาไว้ แม้ปัจจุบันจะมีการสร้างอควาเรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมเพิ่มเติมบ้างแล้วก็ตาม


หาดนังวี, ประเทศแทนซาเนีย

          4. อ่าวทรังก์, สหรัฐอเมริกา
             อ่าวทรังก์ในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยเกาะหลัก 3 เกาะ คือ เกาะเซนต์ครอย, เกาะเซนต์จอห์น และเกาะเซนต์ทอมัส ซึ่งความงามของอ่าวนี้ทำให้นักท่องเที่ยวแห่แหนกันมาเป็นจำนวนมากทุกปี จากการที่มีธรรมชาติใต้น้ำอันสวยงาม ที่ใครได้ลองมาใช้บริการดำน้ำที่นี่ดูสักครั้งเป็นต้องติดใจไปตาม ๆ กัน ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรพิเศษทำให้คนชื่นชมกันขนาดนี้กันแน่ ปีหน้าก็อย่าพลาดไปเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวที่ได้สัมผัสความงามของทะเลแห่งนี้ด้วยตัวเองนะคะ

อ่าวทรังก์, สหรัฐอเมริกา

          5. ชายหาดซานตาโมนิกา, สหรัฐอเมริกา

             นอกจากน้ำทะเลสีฟ้าครามแสนสวยแล้ว ชายหาดซานตาโมนิกาในรัฐแคลิฟอร์เนียแห่งนี้ ยังมีสิ่งน่าสนใจอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่น่าประทับใจเสียจนหลาย ๆ คนอดใจกดชัตเตอร์เก็บภาพความสวยงามเอาไว้ไม่ได้ และอีกอย่างที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ก็คือชิงช้าสวรรค์ที่ตั้งอยู่บริเวณชายหาดนั่นเอง เรียกได้ว่าใครมาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับชิงช้าสวรรค์นี้ ถือว่ามาไม่ถึงเชียวล่ะ

ชายหาดซานตาโมนิกา, สหรัฐอเมริกา

         6. อ่าวมาหยา, ประเทศไทย

             พูดถึงชายหาดต่างประเทศมาแล้ว ก็กลับมาดูหาดสวย ๆ ในบ้านเรากันบ้างดีกว่า ซึ่งหาดที่เราพูดถึงนั้น ก็คือ อ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่นั่นเอง โดยอ่าวขนาดเล็กรูปพระจันทร์เสี้ยวนี้ ถูกโอบล้อมด้วยหินปูนสีเทา ตัดกับน้ำทะเลสีเขียวใสที่มองลงไปเห็นผืนทราย เกิดเป็นทัศนียภาพที่งดงามจับตา ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพากันมาเที่ยวไม่ขาดสายอยู่ทุก ๆ ปี เห็นไหมล่ะว่าการจะไปท่องเที่ยวในที่สวย ๆ งาม ๆ ไม่จำเป็นต้องไปไกลให้เสียทั้งเงินและเวลาเลย เพราะบ้านเราก็มีทะเลสวย ๆ ไม่แพ้ที่ไหนด้วยเหมือนกันนะ
 
อ่าวมาหยา, ประเทศไทย

          7. หาดนาวาจิโอ, ประเทศกรีซ

              หากใครต้องการสัมผัสบรรยากาศแบบโจรสลัดเหมือนในหนังย้อนยุค ก็ต้องลองมาที่นี่ดูสักครั้ง เพราะอีกชื่อของหาดนาวาจิโอนี้ ก็คือ Shipwreck Beach จากการที่มันมีซากเรือแตกขนาดใหญ่ทอดตัวอยู่บนหาดทรายสีขาว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวแทบทุกคนที่มา ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย เพื่อให้ตัวเองได้เก๊กท่าเป็นโจรสลัดเท่ ๆ แบบในหนังดูสักครั้ง อีกทั้งมันยังเคยมีประวัติเป็นสถานที่ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี รวมถึงค้ามนุษย์มาก่อนในยุค 80 อีกด้วย

หาดนาวาจิโอ, ประเทศกรีซ

           8. หาดคัดมัธ, ประเทศอินเดีย

              ถ้าใครคิดจะไปที่นี่ก็คงต้องจองคิวกันยาวสักหน่อยนะ เพราะที่เกาะคัดมัธในลักษทวีป ของประเทศอินเดียนี้ มีโรงแรมอยู่แค่โรงแรมเดียวเท่านั้น แถมยังพักได้จำนวนจำกัดแค่ 50 คนอีกต่างหาก การจะจองโรงแรมไว้พักระหว่างเที่ยวชมจึงไม่ใช่เรื่อง่าย ๆ แน่ แต่ถ้าเทียบกับความสวยงามของท้องทะเลที่นี่แล้วล่ะก็ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ เพราะนอกจากน้ำทะเลสีฟ้างดงามแล้ว จุดเด่นของที่นี่ก็อยู่ตรงที่แนวปะการัง ที่ได้ชื่อว่าสมบูรณ์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนั่นเอง
 
หาดคัดมัธ, ประเทศอินเดีย

ภาพจาก Kadmat Island

 
          9. หาดพลาญ่า เมดีน่า, ประเทศเวเนซุเอลา
              ท้องทะเลสีเขียวมรกต รับกับต้นปาล์มเขียวชอุ่มที่ขึ้นอยู่มากมายริมหาด ทำให้หาดพลาญ่า เมดีน่า ของเมืองประมง ริโอ คาริเบ ไม่ต่างไปจากสวรรค์บนดินเลยทีเดียว คนที่ได้มาจึงสามารถดื่มด่ำกับธรรมชาติอันงดงามของที่นี่ได้อย่างเต็มที่ จนแทบจะไม่อยากกลับไปสัมผัสแสงสีวุ่นวายในเมืองให้เวียนหัวอีกเลย ไม่เชื่อก็ต้องลองมาสัมผัสด้วยตาตัวเองดูสักครั้งนะคะ

หาดพลาญ่า เมดีน่า, ประเทศเวเนซุเอลา

ภาพจาก Blog Centro Venezolano

         10. อันเช่ ซอส ดิ เอเจนท์, สาธารณรัฐเซย์เชลล์
             ด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามลงตัวของชายหาดแห่งนี้ รับรองว่าจะทำให้คนที่มาทึ่งจนประทับใจไปตาม ๆ กันแน่นอน เพราะที่นี่มีครบทุกอย่างที่คุณมองหาตามท้องทะเลอันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลใสแจ๋ว ทรายเนียนละเอียดราวกับผงแป้งสีขาว ต้นปาล์ม และโขดหินใหญ่ ที่จัดวางเรียงกันอย่างลงตัว จนแทบจะนึกว่าถูกจัดแต่งขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์ เสียมากกว่าเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติด้วยซ้ำ

อันเช่ ซอส ดิ เอเจนท์, สาธารณรัฐเซย์เชลล์

        11. หมู่เกาะโบรา โบร่า, ประเทศเฟรนช์โปลินีเซีย

             แน่นอนว่าหมู่เกาะโบรา โบร่า ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม ก็ต้องมีรายชื่อติดด้วยอยู่แล้ว นอกจากนี้ บังกะโลแบบส่วนตัวพร้อมบริการดำน้ำชมความงามของทะเลอย่างใกล้ชิด ยังทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ฮันนีมูนในฝันของบรรดาคู่รักทั้งหลายอีกด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าจะพาแฟนไปสวีทหวานที่ไหนดี การควงแขนกันไปพักผ่อนชมหมู่เกาะโบรา โบร่า สักหน่อยก็น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะ

หมู่เกาะโบรา โบร่า, ประเทศเฟรนช์โปลินีเซีย 
        12. หาดเฟทิเย, ประเทศตุรกี

             นับว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากที่สุดในประเทศตุรกี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ที่นักท่องเที่ยวมากมายจะพากันมาเล่นน้ำทะเล แถมนอกจากการชื่นชมน้ำทะเลสีฟ้าสดแล้ว เมืองเฟทิเยยังเป็นที่หลับใหลของสุสานพระเจ้าอามินตัสอันงดงามซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 350 ปีก่อนคริสตศักราชอีกด้วย ดังนั้นหลังจากเล่นน้ำให้ชื่นใจ ก็อย่าลืมแวะไปชมความวิจิตรประณีตของศิลปะอันเก่าแก่นี้ด้วยนะคะ
 
หาดเฟทิเย, ประเทศตุรกี

        13. กลาสบีช, สหรัฐอเมริกา
             กลาสบีชที่นี่ เป็นกระจกสมชื่อเสียจริง ๆ จากการที่มีผืนทรายเป็นหินเม็ดเล็ก ๆ ที่หน้าตาคล้ายเศษกระจกสี จนมองแล้วอดหวาดเสียวเท้าไม่ได้ว่าหากเผลอไปเหยียบเข้า อาจบาดเท้าจนเป็นแผลหมดสนุกไปเลยก็ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วมันเนียนละเอียดจนไม่ทำอันตรายเลยสักนิดเสียด้วยซ้ำ คนที่มาเล่นน้ำที่นี่จึงสามารถชื่นชมมันได้โดยไม่ต้องกลัวเจ็บตัว แถมยังมีน้ำทะเลใสแจ๋วให้เล่นกันอีกต่างหาก

กลาสบีช, สหรัฐอเมริกา

ภาพจาก Nate Maas.com

         14. หาดพาลาวัน, ประเทศฟิลิปปินส์

              แม้ว่าเมื่อพูดถึงทะเลดัง ๆ ในเอเชีย หาดพาลาวันของประเทศฟิลิปปินส์อาจจะไม่ใช่สถานที่ซึ่งคนนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ แต่ที่จริงแล้วมันน่าสนใจไม่แพ้ที่ไหน ๆ เลย โดยฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีหมู่เกาะนับพัน โดยเฉพาะชายหาดในจังหวัดพาลาวัน ที่มีเทือกเขาสูงรอบ ๆ หาด อีกทั้งยังสมบูรณ์จนพบเห็นปลาและปะการังได้ โดยไม่ต้องพายเรือไปถึงจุดดำน้ำเลยทีเดียว

หาดพาลาวัน, ประเทศฟิลิปปินส์
 
         15. หาดเดอร์เนส, ประเทศสกอตแลนด์
              ถึงแม้ว่าชายหาดของที่นี่จะไม่ได้มีต้นปาล์มสูงใหญ่เหมือนกับที่อื่น แต่ก็มีสิ่งแปลกตามีเอกลักษณ์ที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครด้วยเช่นกัน โดยมันเป็นชายหาดที่มีหญ้าขึ้นเขียวชอุ่มเต็มผืนทราย มองแล้วเป็นวิวที่โดดเด่นสะดุดตา แถมยังดูอุดมสมบูรณ์มาก ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าสวยไม่แพ้ที่ไหน ๆ เลยจริง ๆ แถมการชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นริมหาดยังขึ้นชื่อมากเสียด้วย อย่างไรก็ดี สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของชายหาดแห่งนี้คงหนีไม่พ้น ถ้ำสมู..ถ้ำทะเลที่รวมน้ำจืดและน้ำเค็มไว้ด้วยกัน โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ซึ่งก็คือด้านทางเข้าที่เป็นน้ำทะเล, ส่วนที่สองซึ่งมีน้ำตกอยู่ภายใน และส่วนที่สามซึ่งมีลำธารน้ำจืดสายเล็ก ๆ ไหลเวียนอยู่

หาดเดอร์เนส, ประเทศสกอตแลนด์

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน




คำสาปหมายเลข0 คำสาปประธานาธิบดีสหรัฐ













Curse of Tippecanoe หรือที่รู้จักกันในชื่อ คำสาปวัฏจักรมรณกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรืออีกมากมายหลายชื่อเช่น

 คำสาปของเทคุมเซ่ (Tecumseh's curse) เนื่องจากเป็นคำสาปที่หัวหน้าเผ่า
ของเผ่าชอร์นีที่ชื่อว่า เทคุมเซ่ (Tecumseh) ได้ทำการสาปแช่งคนขาวที่มาบุกรุก แย่งชิง ฆ่าฟัน ชาวอินเดียแดงซึ่งเป็นเจ้าของผืนแผ่นดินของพวกเขาไปด้วยความเหี้ยมโหด

 

 คำสาปปีที่ลงท้ายด้วยศูนย์ (zero-year curse) เนื่องจากคำสาปนี้จะส่งผลต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ 

ที่ได้รับเลือกตั้งมาในปีที่ลงท้ายด้วยศูนย์ จะต้องมีอันเป็นไปในระหว่างดำรงตำแหน่งที่จะกล่าวถึงต่อไป


 คำสาป 20 ปี (The twenty-yeaes curse) เนื่องจากทุกๆ 20 ปี ที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะต้องมีอันเป็นไป

คำสาปหมายเลข0 คำสาปประธานาธิบดีสหรัฐ

รูปหัวหน้าเผ่าชอร์นี (shawnee) ที่ชื่อว่า เทคุมเซ่ (Tecumseh) ที่ได้ทำการสาปแช่งให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จงมีอันเป็นไป

คำสาปหมายเลข0 คำสาปประธานาธิบดีสหรัฐ

อนุสรณ์สถานบริเวณในพื้นสนามรบที่ เทคุมเซ่ ถูกยิงตาย การรบในสงครามที่เรียกว่า Thame War ในแคนาดาเหนือ มีข่าวลือว่าเขาถูกยิงตายด้วยปืนไรเฟิลของ พันเอกริชาร์ด เมนเตอร์ จอห์นสัน (Col. Richard Mentor Johnson) และผลงานจากการนำทัพในการรบครั้งนี้ผลักดันให้ วิลเลียม เฮนรี่ แฮร์ริสัน (William Henry Harrison)ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 9 ส่วนศพของ เทคุมเซ่ ได้มีการขุดขึ้นมาเพื่อนำไปฝังใหม่โดยสถานที่อันเป็นความลับสูงสุดของชนเผ่าชอร์นี

คำสาปหมายเลข 0 คำสาปประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ซึ่งคำสาปนี่ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอันเป็นไปตั้งแต่ปี 1840 เรื่อยมาจนถึงปี 1960 เป็นเวลากว่า 120 ปี นำมาซึ่งความหวาดกลัวให้แก่ผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่คำสาปนี้ก็เริ่มเสื่อมคลายอำนาจลงในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ที่ได้รับการเลือกตั้งในปี 1980 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ถูกลอบยิงในเดือนมีนาคม 1981 ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้คาดว่านั้นเป็นเหตุให้คำสาปเสื่อมลง

ผู้เริ่มเปิดเผยความลับแห่งคำสาปทมิฬ

First widely คำสาปนี้ถูกเปิดประเด็น และได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือ ริปลีย์ เชื่อหรือไม่ (Ripley's Believe It or Not) ในปี 1931 โดยมีจุดต้นคำสาปมาจากประธานาธิบดีวิลเลี่ยม เฮนรี่ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งมาในปี 1840 และเสียชีวิตลงในปี 1841 และคำสาปนี้ก็แสดงให้เห็นถึงว่ามันเป็นจริงเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง

จุดเริ่มต้น แห่งความแค้น สุดสยอง และคำสาป

Began of Curse จุดกำเนิดของ คำสาปวัฏจักรมรณกรรมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี้เกิดขึ้นเมื่อสงครามปีค.ศ. 1811 (1811 Bettle) ระหว่างกองกำลังของรัฐบาลกับชาวอินเดียแดง เนื่องจากนโยบายของ วิลเลี่ยม เฮนรี่ แฮร์ริสัน ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอินเดียน่า เข้ามายึดครองพื้นที่ดินทำกินของชนเผ่าอินเดียแดงโดยมิชอบธรรม โดยกลวิธีเพียงนำเหล้าวิสกี้ (Whiskey) ไปมอมเมาเท่านั้น เพื่อให้บรรดาหัวหน้าเผ่านำที่ดินมาแลก และเข้ายึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนของชนเผ่าชอร์นี ซึ่งนั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่หัวหน้า เผ่าชอร์นี (Shawnee) ที่ชื่อว่า เทคุมเซ่ (Tecumseh) ซึ่งเป็นเผ่าอินเดียแดงที่ยิ่งใหญ่ และเข้มแข็งที่สุด

คำสาปหมายเลข0 คำสาปประธานาธิบดีสหรัฐ
ภาพการเจรจาระหว่างหัวหน้าเทคุมเซ่กับ วิลเลี่ยม เฮนรี แฮร์ริสัน 

การเจรจาระหว่าง เทคุมเซ่ กับ วิลเลี่ยม เฮนรี่ แฮร์ริสัน ล้มเหลวเมื่อ แฮร์ริสัน ปฏิเสธการคืนดินแดนให้ ทำให้เกิดการสู้รบกันในปี 1811 แต่ไหนเลย หอก ธนู จะสู้ปืนได้ ในปีเดียวกันนั้นเองกองทัพของแฮร์ริสันได้เข้าโจมตีที่มั่นสุดท้ายของชนเผ่าชอร์นี บริเวณแม่น้ำ Tippecanoe จนแตกพ่ายแพ้ย่อยยับลง เทคุมเซ่ ผู้ที่ภายในจิตใจมีแต่ความโกรธแค้นอาฆาต ได้ทำพิธีสาปแช่ง วิลเลี่ยม เฮนรี่ แฮร์ริสัน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกผู้ทุกคนที่มีที่มาเหมือนดังเช่น วิลเลี่ยม เฮนรี่ แฮร์ริสัน จงมีอันเป็นไปทุกผู้ทุกคนตราบนานเท่านาน

ตารางเหล่าประธานาธิบดีที่คาดว่าพบกับคำสาปทมิฬ
คำสาปหมายเลข 0 สุดสยอง ที่ต่างมีอันเป็นไปต่างๆนานา
 
รูปได้รับการเลือกตั้งในปีชื่อประธานาธิบดีเหตุของการเสียชีวิตวันที่เสียชีวิต
1840วิลเลียม เฮนรี่ แฮรร์สัน
(William Henry Harrison)
โรคปอดบวม4 เมษายน 1841
1860อัลบราฮัม ลินคอล์น
( Abraham Lincoln)
ถูกลอบสังหาร15 เมษายน 1865
1880เจมส์ เอ. การ์ฟิลด์
( James A. Garfield )
ถูกลอบสังหาร19 กันยายน 1881
1900วิลเลียม แม็กคินลีย์
( William McKinley )
ถูกลอบสังหาร14 กันยายน 1901
1920วอร์เรน จี. ฮาร์ดิงก์
( Warren G. Harding )
หัวใจล้มเหลว หรือ
ถูกลอบวางยาพิษ
2 สิงหาคม 1923
1940แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์
( Franklin D. Roosevelt )
เส้นเลือดในสมองแตก12 เมษายน 1945
1960จอห์น เอฟ. เคนเนดี้
( John F. Kennedy )
ถูกลอบสังหาร22 พฤศจิกายน 1963
1980โรนัลด์ เรแกน
( Ronald Reagan)
ถูกลอบสังหาร
ได้รับบาดเจ็บ
สาหัญแต่รอดชีวิต
5 มิถุนายน 2004
2000จอร์จ ดับเบิลยู. บุช
( George W. Bush )
เคยถูกลอบสังหารปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่
 




วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ประเทศเบนิน


เบนิน (อังกฤษBeninฝรั่งเศสBénin) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐเบนิน (อังกฤษRepublic of Beninฝรั่งเศสRépublique du Bénin) คือประเทศในแอฟริกาตะวันตก ชื่อเดิม ดาโฮมีย์ (Dahomey) หรือ ดาโฮเมเนีย (Dahomania) มีชายฝั่งเล็ก ๆ กับอ่าวเบนินทางภาคใต้ และมีพรมแดนติดต่อประเทศโตโกทางตะวันตก ประเทศไนจีเรียทางตะวันออก และประเทศบูร์กินาฟาโซกับประเทศไนเจอร์ทางเหนือ ไม่มีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเมืองเบนินซิตีในไนจีเรีย หรือจักรวรรดิเบนินซึ่งเป็นแหล่งข

ประวัติศาสตร์[แก้]

เดิมดินแดนนี้คือราชอาณาจักรอะโบมี ตกอยู่ในความดูแลของฝรั่งเศสตั้งแต่ราว พ.ศ. 2400 และถูกรวมเข้ากับแอฟริกาตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2457 ในชื่อดินแดนดาโฮมี
สาธารณรัฐดาโฮมีได้รับเอกราชเมื่อ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนเบนินเมื่อ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) หลังได้รับเอกราช เกิดรัฐประหารถึง 5 ครั้ง พ.ศ. 2517-2532 รัฐบาลเบนิน นำโดย พ.อ. อาเหม็ด เกเรดูประกาศเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2534 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกของเบนิน ปรากฏว่า ไนเซฟอเร ซอกโล ได้เป็นประธานาธิบดี

การเมือง[แก้]

เบนินมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2533 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้นำรัฐบาล โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี จำกัดไม่เกิน 2 สมัย และมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Boni Yayi เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2549 และได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 22 คน ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการยุบสภา การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2554 รัฐสภาเป็นแบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิก 83 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2550 พรรค Force cauris pour un Bénin émergent (FCBE) ซึ่งสนับสนุนนาย Boni Yayi ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 35 ที่นั่ง และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองเล็กอื่น ๆ จำนวนมาก ทั้งนี้ การรวมกลุ่มทางการเมืองของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในรัฐสภาเบนินส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการ ดำเนินนโยบายของรัฐบาล นาย Boni Yayi ประธานาธิบดีจึงได้เสนอให้มีการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะ ปฏิรูปฝ่ายบริหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลสูง

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

เขตการปกครองในเบนิน
  1. อาลีโบรี (Alibori)
  2. อาตาโกรา (Atakora)
  3. อัตลองติค (Atlantique)
  4. บอร์กู (Borgou)
  5. โกลลีน (Collines)
  6. ดงกา (Donga)
  7. กูฟโฟ (Kouffo)
  8. ลิตโตรัล (Littoral)
  9. โมโน (Mono)
  10. อูเอเม (Ouémé)
  11. ปลาโต (Plateau)
  12. ซู (Zou)

ภูมิศาสตร์[แก้]

เศรษฐกิจ[แก้]

ไร่ฝ้ายทางตอนเหนือของเบนิน
เศรษฐกิจของเบนินจัดอยู่ในขั้นปฐมภูมิ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการและภาคการเกษตร โดยมีฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก (16.7% ของการส่งออกทั้งหมด) การนำเข้าสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (Re-export) คิดเป็น 41.2% ของการส่งออกทั้งหมด แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา เบนินยังคงถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เศรษฐกิจของเบนินยังคงพึ่งพาไนจีเรียเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันตลอดชายแดนภาคตะวันออก ของเบนิน (773 กิโลเมตร)
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าจากเบนินไปยังไนจีเรียมักได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกัน สินค้าข้ามพรมแดนของไนจีเรีย อาทิ การออกระเบียบที่เคร่งครัด และการปิดพรมแดน นอกจากนี้ เบนินยังต้องพึ่งพาพลังงานจากไนจีเรีย ในปัจจุบันมีโครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ในความร่วมมือระหว่างไนจีเรียและเบนินเพื่อสร้างท่อลำเลียงน้ำมันจาก ไนจีเรียไปยังเบนิน กานาและโตโก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 (แต่เดิมกำหนดไว้ให้แล้วเสร็จในปี 2550) และน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเบนิน และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดีขึ้นในอนาคต
ในปี 2548 กลุ่ม G8 ได้ออกมาตรการปลดหนี้ให้กับเบนินและประเทศอื่น ๆ ในแอฟริกาซึ่งทำให้สถานการณ์ทางด้านหนี้สินต่างประเทศบรรเทาลงบ้าง แต่รัฐบาลเบนินก็ยังคงต้องแบกรับภาระจากการที่รัฐวิสาหกิจประสบปัญหาขาดทุน และการมีระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลเบนินจึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการปรับโครงสร้างระบบราชการและรัฐ วิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2534 รัฐบาลเบนินชุดปัจจุบันสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเน้นด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการปฏิรูปรัฐวิสากิจภาคโทรคมนาคม การประปา การไฟฟ้า และการเกษตร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จนักในปัจจุบัน
รัฐบาลเบนินมุ่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะส่งผลให้โครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค อาทิ ท่าเรือและสนามบิน อาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน ทั้งนี้ ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเบนิน (มีศักยภาพการผลิตเพียง 120 ล้าน kWh ในขณะที่มีความต้องการบริโภค 595 ล้าน kWh)
นโยบายการเงินของเบนินถูกกำหนดโดยธนาคารกลางแห่งรัฐในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก (Bangue centrale des Etats de l’Afrique de l’ouest หรือ BCEAO) ซึ่งมุ่งควบคุมระดับเงินเฟ้อและรักษาการตรึงค่าเงิน CFA franc ไว้กับเงินสกุลยูโร (1 ยูโร เท่ากับ 655.957 CFAfr) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นมา
ในด้านสิทธิมนุษยชน รัฐบาลให้เสรีภาพแก่ประชาชนค่อนข้างมาก สื่อมวลชนในเบนินนับว่าได้รับเสรีภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ สมาพันธ์แรงงานยังมีอิสระในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นพลังสำคัญในสังคม นอกจากนี้ กลุ่มองค์กรที่มิใช่รัฐ (NGO) ในเบนินมีจำนวนถึงประมาณ 5,000 องค์กรในปัจจุบัน และสามารถปฏิบัติภารกิจโดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐ

ประชากร[แก้]

ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณตอนใต้ของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุน้อย อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 59 ปี เบนินมีกลุ่มชาติพันธุ์แอฟริกันอยู่ถึง 42 กลุ่มซึ่งอพยพเข้ามาในเวลาที่แตกต่างกัน เช่น ชาวYorubaทางตะวันออกเฉียงใต้ (อพยพมาจากไนจีเรียในศตวรรษที่ 12), ชาว Dendi ทางภาคกลางตอนบน (อพยพมากจากมาลีในช่วงศตวรรษที่ 16), ชาว Bariba และ Fula ทางตะวันออกเฉียงเหนือ, ชาว Betammaribe และ Somba ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณ Atacora Range, ชาวFon ซึ่งอาศัยอยู่รอบ ๆ เมืองอะโบมีย์, และ ชาว Mina, Xueda และ Aja (มาจากโตโก) ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง
องรูปปั้นทองแดงเบนิน (Benin Bronzes) อันมีชื่อเสียง