วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

พระเจ้าฟารูกที่ 1 แห่งอียิปต์




พระเจ้าฟารูกที่ 1 แห่งอียิปต์ ประสูติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1920พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าฟูอัดที่ 1 แห่งอียิปต์และสมเด็จพระราชินีนาซลีแห่งอียิปต์ โดยพระองค์นั้นมีศักดิ์เป็นโหลนของมูฮัมหมัด อาลี ปาชา วาลิแห่งอียิปต์และซูดาน ต้นพระราชวงศ์มูฮัมหมัดอาลี ซึ่งมีเชื้อสายแอลเบเนียส่วนโดยส่วนพระเจ้าฟารูกเอง พระองค์มีเชื้อสายอียิปต์ และฝรั่งเศสจากพระราชมารดา โดยก่อนที่พระราชบิดาจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยวูลวิชสหราชอาณาจักร เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 16 พรรษา และต่อมาเมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 17 พรรษา จึงมีพิธีสวมมงกุฎขึ้น[3]พระราชบิดาของพระองค์ได้เสด็จสวรรคต โดยในพระราชพิธีสวมมงกุฎของพระองค์ พระองค์ได้มีพระราชดำรัสแก่ประชาชนด้วย พระองค์สามารถรับสั่งเป็นภาษาอาหรับภาษาตุรกี ภาษาอิตาลี ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษารัสเซีย ภาษาเยอรมันและภาษาสเปน
พระองค์มีวิถีชีวิตที่น่าลุ่มหลงฟุ่มเฟือยฟู่ฟ่า พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในดินแดนที่ยิ่งใหญ่ พระราชวัง 12 แห่ง รถยนต์พระที่นั่งกว่า 100 คัน และพระองค์ยังโปรดเสด็จประพาสดินแดนยุโรปอย่างเกษมสำราญอยู่บ่อยๆ จึงสร้างความไม่พอใจในหมู่ไพร่ฟ้าประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก
เมื่อพระเจ้าฟารูกขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ปลุกใจแก่ประชาชนชาวอียิปต์ได้เนื่องจากพระองค์มีเชื้อสายอียิปต์จากพระมารดา แม้พระราชวงศ์จะมาจากเชื้อสายแอลเบเนีย แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของพระองค์นั้นถือว่าวิกฤต เนื่องจากพระองค์ยังไม่มีความพร้อมในการปกครอง และเห็นได้ว่าพระองค์ได้มีความเห็นไม่ลงรอยกับผู้อื่นทั้งหมดในขณะขึ้นครองราชบัลลังก์

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

ในระหว่างช่วงทุกข์ยากของสงครามโลกครั้งที่ 2 พระองค์ถูกเพ่งเล็งในเรื่องของการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย พระองค์ได้พิพากษาคดีที่พระราชวังในเมืองอเล็กซานเดรียของพระองค์ถูกเผา ในขณะที่พลเมืองกำลังอยู่อย่างสิ้นหวัง เนื่องจากอิตาลีและเยอรมันได้ทิ้งระเบิดทำลาย แต่พระเจ้าฟารูกคิดว่าเป็นการกระทำของคนกลุ่มอื่น ในขณะนั้นอังกฤษได้เริ่มกลับมายึดครองดินแดนอียิปต์อีกครั้ง ชาวอียิปต์จำนวนมากพร้อมด้วยพระเจ้าฟารูก ซึ่งได้พยายามโน้มน้าวเยอรมันและอิตาลีให้ทำการช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามชาวอังกฤษที่พำนักในอียิปต์ก็วางตัวเป็นกลาง จนกระทั่งสิ้นสุดยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเจ้าฟารูกเป็นผู้ที่มีความเห็นใจเข้าข้างฝ่ายอักษะ ได้กล่าวต้นรับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผู้นำพรรคนาซี ทั้งที่อยากจะมาบุกรุกอียิปต์ แต่พระเจ้าฟารูกได้เปิดเผยตัวเป็นฝ่ายอักษะภายใต้การกดดันอย่างหนักของอังกฤษเป็นเวลานาน ใน ค.ศ. 1945หลังจากการต่อสู้ในทะเลทรายได้สิ้นสุดลง

การล้มล้างราชบัลลังก์[แก้]

พระเจ้าฟารูกแห่งอียิปต์
ในช่วงสงครามปาเลสไตน์ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างยิวและอาหรับ อียิปต์ได้เข้าร่วมสงครามในนามของชาติสันนิบาตอาหรับจึงสร้งความไม่พอใจแก่อังกฤษ ทางอังกฤษจึงได้ให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านพระเจ้าฟารูกในการล้มล้างพระราชบัลลังก์ ในช่วงนี้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในเหล่าข้าราชการ บางพวกใช้อำนาจหน้าที่ของตนสร้างความร่ำรวยแก่ตนเอง ขณะที่เหล่าราษฎรอยู่อย่างยากลำบาก แต่ราชสำนักและเหล่าข้าราชการกลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย
พระเจ้าฟารูกได้รับการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเรื่องของการปกครองที่ไม่ได้ผล ประกอบกับการเข้ามาปกครองอีกครั้งของอังกฤษ รวมไปถึงการเสียดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่อิสราเอลถึงร้อยละ 78 ในสงครามอาหรับ-อิสราเอล ค.ศ. 1948ทำให้เหล่าพสกนิกรต่างไม่พอใจในการปกครองของพระเจ้าฟารูก ท้ายที่สุดในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1952 กลุ่มขวนการ Free Officers Movement ภายใต้การนำของมูฮัมเหม็ด นาจีบ และกาเมล อับเดล นัสซอร์ ได้กระทำการรัฐประหารใน ค.ศ. 1952โดยบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติ และเสด็จลี้ภัยไปยังประเทศโมนาโก และประเทศอิตาลีทันทีทันใดหลังจากการสละราชสมบัติของพระเจ้าฟารูก ก็ได้มีการยกเจ้าชายอาเหม็ด ฟูอัด พระราชโอรสของพระเจ้าฟารูกที่ยังเป็นทารกอยู่เสด็จขึ้นครองราชย์ขึ้นเป็น พระเจ้าฟูอัดที่ 2 แห่งอียิปต์ แต่เมื่อครองราชย์ได้ 324 วัน ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ จึงเป็นอันสิ้นสุดการปกครองภายใต้ราชวงศ์มูฮัมหมัดอาลี

ชีวิตหลังการสละราชสมบัติและการสวรรคต[แก้]

หลังจากเสด็จลี้ภัยจากประเทศอียิปต์แล้ว พระองค์ได้เข้าไปพำนักในประเทศโมนาโกโดยพระองค์ได้ถูกถอดสัญชาติอียิปต์โดยสหพันธ์สาธารณรัฐอาหรับ[4]แต่ภายหลังพระองค์ได้รับพระราชทานสัญชาติโมนาโกจากเจ้าชายเรนิเยที่ 3 องค์อธิปัตย์แห่งโมนาโก ซึ่งเป็นพระสหาย[5]และภายหลังได้เข้ามาพำนักในกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยพระองค์ได้รับเป็นพลเมืองของโมนาโก พระองค์มีปัญหาเกี่ยวกับการเสวยอาหาร จนทำให้มีพระวรกายใหญ่ และมีพระน้ำหนักเกือบ 300 ปอนด์ (136 กิโลกรัม) ในที่สุดพระองค์ก็เสด็จสวรรคตในภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสแห่งหนึ่งในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1965ขณะที่พระองค์กำลังเสวยพระกระยาหารมื้อใหญ่[6] โดยที่พระองค์ได้ทรุดพระองค์ และสวรรคต แม้ว่าหน่วยข่าวกรองบางส่วนของอียิปต์คิดว่าเป็นการวางยาพิษลอบปลงพระชนม์ เนื่องจากไม่มีการตรวจชันสูตรพระศพ รวมไปถึงมื้อกระยาหารเหล่านั้นด้วย[7] โดยงานพระศพของพระองค์นั้นตามเดิมต้องจัดที่มัสยิดอัลริฟะอี (Al-Rifa'i Mosque) กรุงไคโร ประเทศอียิปต์แต่การขอร้องถูกปฏิเสธโดยทางการอียิปต์ ซึ่งนำโดยนายกาเมล อับเดล นัสซอร์ พระศพของพระเจ้าฟารูกจึงถูกฝังในประเทศอิตาลีเอง เจ้าชายไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย (พระยศในขณะนั้น) จึงได้โปรดให้ทำการฝังพระเจ้าฟารูกในประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อประธานาธิบดีนัสซอร์เห็นเช่นนั้น จึงได้ให้นำพระศพมาฝังยังประเทศอียิปต์ ณ มัสยิดอัลริฟะอี

อภิเษกสมรส[แก้]

พระเจ้าฟารูกที่ 1, พระราชินีฟารีดา และเจ้าหญิงฟาริยัล ในปี ค.ศ. 1940
พระเจ้าฟารูกที่ 1 แห่งอียิปต์ โดยครั้งแรกพระองค์ได้มีความสัมพันธ์กับ บาร์บารา สเกลตัน นักเขียนชาวอังกฤษ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน ทั้งสองจึงไม่ได้แต่งงานกัน พระเจ้าฟารูกจึงได้ทำการอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการ 2 ครั้ง ดังต่อไปนี้

ผู้ที่อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพระเจ้าฟารูก[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[2][แก้]

พระเจ้าฟารูกแห่งอียิปต์

วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

ประเทศรัสเซีย


รัสเซีย (รัสเซีย: Россияถอดเสียง ราซียา[rɐˈsʲijə]) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย:Российская Федерацияถอดเสียง ราซีย์สกายาฟิดิรัตซียา[rɐˈsʲijskəjə fʲɪdʲɪˈratsɨjə])[6]เป็นประเทศในยูเรเชียเหนือ และเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในโลก กว่า 10,000,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยของโลกถึงหนึ่งในแปด รัสเซียยังเป็นชาติมีประชากรมากที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีประชากร 143 ล้านคน[7][8] รัสเซียปกครองด้วยระบอบสหพันธ์สาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดีประกอบด้วย 83 เขตการปกครอง ไล่จากตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้ รัสเซียมีพรมแดนติดกับนอร์เวย์ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ (ทั้งสองผ่านมณฑลคาลินินกราดเบลารุส ยูเครน จอร์เจียอาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน จีน มองโกเลียและเกาหลีเหนือนอกจากนี้ยังมีพรมแดนทางทะเลติดกับญี่ปุ่นโดยทะเลโอฮอตสก์ และสหรัฐอเมริกาโดยช่องแคบแบริงอาณาเขตของรัสเซียกินเอเชียเหนือทั้งหมดและ 40% ของยุโรป แผ่ข้ามเก้าเขตเวลาและมีสิ่งแวดล้อมและธรณีสัณฐานหลากหลาย รัสเซียมีปริมาณทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงานสำรองใหญ่ที่สุดของโลก[9]และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก[10] เช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งทั่วโลก[11]รัสเซียมีป่าไม้สำรองใหญ่ที่สุดในโลกและทะเลสาบในรัสเซียบรรจุน้ำจืดประมาณหนึ่งในสี่ของโลก[12]
ประวัติศาสตร์ของชาติเริ่มขึ้นด้วยชาวสลาฟตะวันออก ผู้ถือกำเนิดขึ้นเป็นกลุ่มที่โดดเด่นได้ในยุโรประหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึงที่ 8[13] รัฐรุสในสมัยกลางซึ่งก่อตั้งและปกครองโดยอภิชนนักรบวารันเจียนและผู้สืบเชื้อสาย เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ใน พ.ศ. 1531 มีการรับศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์จากจักรวรรดิไบแซนไทน์[14]เริ่มต้นการประสมวัฒนธรรมไบแซนไทน์และสลาฟซึ่งนิยามวัฒนธรรมรัสเซียเป็นเวลาอีกสหัสวรรษหน้า[14]ท้ายที่สุด รุสล่มสลายเป็นรัฐขนาดเล็กหลายรัฐ พื้นที่ส่วนใหญ่ของรุสถูกพิชิตโดยการรุกรานของมองโกล และกลายเป็นรัฐบรรณาการของโกลเดนฮอร์ดเร่ร่อน[15] อาณาจักรแกรนด์ดยุคแห่งมอสโกค่อย ๆ รวมราชรัฐรัสเซียในละแวก ได้รับเอกราชจากโกลเดนฮอร์ด และมาครอบงำมรดกทางวัฒนธรรมและการเมืองของเคียฟรุส จนคริสต์ศตวรรษที่ 18 รัสเซียได้ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางผ่านการพิชิตดินแดน การผนวก และการสำรวจเป็นของจักรวรรดิรัสเซีย นับเป็นจักรวรรดิใหญ่ที่สุดอันดับสามในประวัติศาสตร์ แผ่จากโปแลนด์ในยุโรปจรดอะแลสกาในอเมริกาเหนือ[16][17]
หลังการปฏิวัติรัสเซีย รัสเซียกลายมาเป็นสาธารณรัฐใหญ่ที่สุดและผู้นำในสหภาพโซเวียตเป็นรัฐสังคมนิยมมีรัฐธรรมนูญแห่งแรกของโลกและอภิมหาอำนาจที่ได้การยอมรับ[18]ซึ่งมีบทบาทสำคัญในชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง[19][20]สมัยโซเวียตได้ประสบความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของคริสต์ศตรวรรษที่ 20 รวมทั้งการส่งมนุษย์คนแรกขึ้นสู่อวกาศ สหพันธรัฐรัสเซียก่อตั้งขึ้นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน พ.ศ. 2534 แต่ได้รับการยอมรับเป็นสภาพบุคคลสืบทอดจากสหภาพโซเวียต[21]
รัสเซียมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับที่ 11 ของโลกโดยจีดีพีมูลค่าตลาด หรือใหญ่ที่สุดอันดับที่ 6 โดยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ โดยมีงบประมาณทางทหารมากที่สุดอันดับที่ 5 ของโลก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจธุรกิจจัดอันดับรัสเซียเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับที่ 9 ของโลกใน พ.ศ. 2554 ขึ้นจากอันดับที่ 10 ใน พ.ศ. 2553 รัสเซียเป็นหนึ่งในห้ารัฐอาวุธนิวเคลียร์ที่ได้รับการรับรองและครอบครองคลังแสงอาวุธอานุ

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

Strasbourg


Strasbourg
Strasbourg Cathedral towering above the Old Town

Flag

Coat of arms
Strasbourg is located in France
Strasbourg
Coordinates: 48°35′N 7°45′ECoordinates48°35′N 7°45′E
CountryFrance
RegionAlsace
DepartmentBas-Rhin
ArrondissementStrasbourg-Ville
Cantonchief town of 10 cantons
IntercommunalityUrban Community of Strasbourg
Government
 • Mayor (2008–2014)Roland Ries (PS)
Area
 • Urban (2006[1])222 km2 (86 sq mi)
 • Metro (2010[1])1,351.5 km2 (521.8 sq mi)
 • Land178.26 km2 (30.22 sq mi)
Population (2006)[4]
 • Rank7th in France
 • Urban (2006[1])440,264[2]
 • Metro (2010[1])759,868[3]
 • Population2272,975
 • Population2Density3,500/km2 (9,000/sq mi)
Time zoneCET (UTC +1)
INSEE/Postal code67482 / 
Dialling codes0388, 0390, 0368
Elevation132–151 m (433–495 ft)
Websitehttp://www.strasbourg.eu/
1 French Land Register data, which excludes lakes, ponds, glaciers > 1 km² (0.386 sq mi or 247 acres) and river estuaries.
2 Population without double counting: residents of multiple communes (e.g., students and military personnel) only counted once.
Strasbourg (French pronunciation: ​[stʁaz.buʁ]Lower AlsatianStrossburi[ˈʃd̥rɔːsb̥uri]GermanStraßburg[ˈʃtʁaːsbʊɐ̯k]) is the capital and principal city of the Alsace region in eastern France and is the official seat of theEuropean Parliament. Located close to the border with Germany, it is the capital of the Bas-Rhin département. The city and the region of Alsace are historically German-speaking, explaining the city's Germanic name.[5] In 2006, the city proper had 272,975 inhabitants and its urban community 467,375 inhabitants. With 759,868 inhabitants in 2010, Strasbourg's metropolitan area (only the part of the metropolitan area on French territory) is the ninth largest in France. The transnational Eurodistrict Strasbourg-Ortenau had a population of 884,988 inhabitants in 2008.[6]
Strasbourg is the seat of several European institutions, such as the Council of Europe (with its European Court of Human Rights, its European Directorate for the Quality of Medicines and its European Audiovisual Observatory) and theEurocorps, as well as the European Parliament and the European Ombudsman of the European Union. The city is also the seat of the Central Commission for Navigation on the Rhine and the International Institute of Human Rights.[7]
Strasbourg's historic city centre, the Grande Île (Grand Island), was classified a World Heritage site by UNESCO in 1988, the first time such an honour was placed on an entire city centre. Strasbourg is fused into the Franco-German culture and although violently disputed throughout history, has been a bridge of unity between France and Germany for centuries, especially through the University of Strasbourg, currently the second largest in France, and the coexistence of Catholic and Protestant culture. The largest Islamic place of worship in France, the Strasbourg Grand Mosque, was inaugurated by French Interior Minister Manuel Valls on 27 September 2012.[8]
Economically, Strasbourg is an important centre of manufacturing and engineering, as well as of road, rail, and river communications. The port of Strasbourg is the second largest on the Rhine after Duisburg, Germany.[9] In terms of city rankings, Strasbourg has been ranked third in France and 18th globally for innovation.[10]

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

คิมจองอึนประหารชีวิตอาเขย

?เกาหลีเหนือประหารชีวิตอาเขย”คิม จอง-อึน”?





สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่13 ธ.ค.ว่าสำนักข่าวกลางเกาหลีกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือรายงานว่านายจาง ซอง แต็ก วัย 67ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาเขยของนายคิมจอง-อึนผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือได้ถูกประหารชีวิตแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาหลังศาลทหารซึ่งตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษได้พิจารณาแล้วว่าเขาก่ออาชญากรรมที่น่ากลัวขึ้นมาด้วยความพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลโดยใช้แผนการชั่วร้ายทุกวิถีทางเพื่อเป้าหมายการยึดอำนาจสูงสุดในพรรคและประเทศ
รัฐบาลเกาหลีเหนือยังกล่าวหานายจางซอง แต็กว่า ทรยศต่อความไว้วางใจจากนายคิมจอง-อึนและ พ่อของเขา นายคิม จอง-อิลอดีตผู้นำเกาหลีเหนือผู้วายชนม์ทั้งที่ได้รับความไว้วางใจอย่างที่สุดจากนายคิมจอง-อึนผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน
รัฐบาลเกาหลีเหนือยังได้ตราหน้านายจาง ซองแต็กว่า เลวทรามหาทางที่จะขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากนายคิมจอง-อึน
นายจางซอง แต็ก แต่งงานกับน้องสาวของนายคิมจอง-อิลจึงมีศักดิ์เป็นอาเขยของนายคิมจอง-อึนนอกจากนั้นแล้วยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมอำนาจให้กับนายคิมจอง-อึนซึ่งยังอ่อนประสบการณ์โดยได้รับตำแหน่งสำคัญอย่างไม่เป็นทางการก็คือหมายเลข 2ของผู้นำเกาหลีเหนือต่อจากนายคิม จอง-อึนแต่ก็ถูกปลดออกจากทุกตำแหน่งด้วยข้อหาคอร์รัปชั่นและพยายามสร้างฐานอำนาจของตัวเอง

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตำหนักซานดริงแฮม

Sandringham-north-garden.jpg


ตำหนักซานดริงแฮม (ภาษาอังกฤษSandringham House) เป็นคฤหาสน์ชนบทตั้งอยู่ที่หมู่บ้านซานดริงแฮม, นอร์โฟล์คในสหราชอาณาจักร เป็นตำหนักที่เป็นสมบัติส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์อังกฤษ
บริเวณที่ตั้งของตำหนักมีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยเอลิซาเบธ ในปี ค.ศ. 1771 สถาปนิกคอร์นิช เฮ็นลีย์สร้างซานดริงแฮมฮอล ซานดริงแฮมฮอลได้รับการขยายระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยชาร์ลส์ สเป็นเซอร์ คาวเพอร์บุตรของลอร์ดพาล์มเมอร์สตันผู้สร้างระเบียงและเรือนกระจกที่หรูหราออกแบบโดยสถาปนิกซามูเอล แซนเดอร์ส ทูลอน (Samuel Sanders Teulon)
ในปี ค.ศ. 1862