วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศฟิลิปปินส์


สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศฟิลิปปินส์มีดังนี้

สวนไรซาล

          สวนไรซาล "Rizal Park" หรือเรียกอีกชื่อว่า "ลูเนต้า" Lunetaเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่ของกรุงมะนิลา และภายในสวนยังเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ของ โฮเซ ริซัล "Jose Rizal " ซึ่งเป็นผู้นำในการปลดแอกฟิลิปปินส์จากสเปนในช่วงปี คศ.1896-1898และในบริเวณเดียวกันก็เป็นจุดที่ฟิลิปปินส์ประกาศอิสรภาพเหนือสหรัฐอเมริกา ในปี คศ.1941และอนุสาวรีย์นี้ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นหลักกิโลเมตรสำหรับนับระยะถนนทุกสายบนเกาะลูซอนอันใหญ่โตที่สุดของฟิลิปปินส์อีกด้วย

 

ป้อมซานติเอโก
          ป้อมซานติเอโก ซึ่งเป็นด่านแรกที่ป้องกันการโจมตีจากข้าศึก ที่เข้ามาทางปากแม่น้ำปาซิก จากอ่าวมะนิลา ป้อมแห่งนี้ถูกทำลายจากการโจมตีของกองทัพสหรัฐ ต่อมาได้บูรณะซ่อมแซมเพื่อให้เป็น "ปูชนียสถานแห่งเสรีภาพ " (Shrine of Freedom) บริเวณรอบป้อมมีสวนหย่อม รายล้อมโดยมีรถม้าให้บริการ พาชมรอบบริเวณ บริเวณดังกล่าว ยังมีสถานที่คุมขังนักโทษ ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำปากแม่น้ำปาซิก และส่วนหนึ่งของป้อมนี้ ถูกทำเป็นสนามกอล์ฟอย่างสวยงาม
 
    

เมืองมาคาติ

         มาคาติ แหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงและเป็นย่านธุรกิจชั้นนำของกรุงมะนิลา ที่มีโรงแรมระดับ ดาวมากมาย รวมไปถึง ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ถึง แห่ง โดยปกติร้านค้าจะเปิดเวลา 10.00-20.00 น.  แถมท้ายอีกนิด ขอแนะนำร้านค้าที่เหมือนกับร้านโชว์ห่วยบ้านเรา ซึ่งเป็นกิจการภายในครอบครัว เรียกว่า Sari Sari Storeซึ่งจะอยู่ตามหัวมุมถนนต่างๆ การเดินทางไปเมืองมาคาติ เมืองมาคาติตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงมะนิลา

 

ปักซังฮัน

         ปักซังฮัน ซึ่งเป็นแหล่งล่องแก่งชั้นยอด นักท่องเที่ยวส่วนมากจะมาเปลี่ยนชุดเพื่อว่ายน้ำ หรือกางเกงขาสั้น เล่นน้ำตกปักซังฮัน แล้วทวนน้ำขึ้นไปกับเรือ ซึ่งท่านจะเพลิดเพลินกับการผจญภัยกับการนั่งเรือทวนน้ำ เรือบันกา ซึ่งบ่อยครั้ง อาจจะเกยตื้น หรือติดแก่งจนทำให้คนเรือต้องลงมาผลักหรือยกเรือเพื่อไปชมน้ำตก พร้อมทั้งได้ชื่นชมความสดชื่นของน้ำที่ไหลผ่าน ชมความสวยงามของธรรมชาติ ที่สรรค์สร้างได้อย่างลงตัว ในตอนล่องเรือผ่าน้ำเชียวขากลับนั้น คุณจะรู้สึกสนุกตื่นเต้นอย่าบอกใครเลยทีเดียว
 

 
อินทรามูรอส

         อินทรามูรอส มีลักษณะเป็นป้อมปราการและกำแพงคูเมือง เป็นศูนย์กลางในการปกครอง การศึกษา วัฒนธรรม ศาสนา และการค้าในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึงปลายศตวรรษที่ 19 ภายในพื้นที่ ประมาณ395 ไร่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสูง ประกอบไปด้วยที่อยู่อาศัย โบสถ์ โรงเรียน และสถานที่ราชการ รวมทั้งสถานที่น่าชม การเดินทางไปอินทรามูรอส อินทรามูรอสตั้งอยู่ในกรุงมะนิลา

 

Boracay Island

          เป็นหนึ่งในเกาะในหมู่เกาะที่ดีที่สุดทั่วฟิลิปปินส์ และได้ประกาศเกาะที่สวยที่สุดทั่วโลก Boracay Islandเป็นเกาะเขตร้อนตั้งอยู่ประมาณ 315 กิโลเมตร ทางใต้ของมะนิลาและสองกิโลเมตรปิดปลายตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะPanay ใน Visayas ภาคตะวันตกของฟิลิปปินส์ Boracayเป็นส่วนหนึ่งของเทศบาลเมืองของมาเลย์ในจังหวัด Aklan ซึ่งตั้งอยู่ใน Panayหนึ่งในกลุ่มของหมู่เกาะที่แสดงในส่วนกลางของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ Boracayมีสองหาดท่องเที่ยวหลัก White Beach และ Bulabog Beachซึ่งตั้งอยู่ด้านตรงข้ามของสัญญาของเกาะกลางทะเล White Beachใบหน้าไปทางตะวันตกเป็นหากท่องเที่ยวหลักจะเกี่ยวกับสำหรับระยะยาวเรียงรายไปด้วยรีสอร์ทโรงแรมบ้านที่พักร้านอาหารและธุรกิจท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ทะเลสาบตาอัล
         ทะเลสาบชื่อ ตาอัล ซึ่งมีภูเขาไฟอยู่กลางทะเลสาบด้วย บนภูเขานี้มีชุมชนที่อยู่อาศัย บ้านพักตากอากาศ และร้านอาหารหลายร้าน อากาศเย็นสบาย วิวสวย ทางตอนบนของมะนิลา มีสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมมากอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่า ทะไกไต ที่นั่นมีทะเลสาบขนาดใหญ่ มีเทือกเขาล้อมรอบ ในทะเลสาบก็มีเกาะเล็กๆสองสามเกาะ และที่สำคัญที่สุดคือมีภูเขาไฟเล็กที่สุดและอันตรายที่สุดชื่อว่า TAAL VOLCANO ภูเขาไฟนี้ยังไม่ดับสนิท เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสระเบิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ นี่แหละอาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์แบบสวยประหารของภูเขาไฟลูก
        

ปาลาวัน หมู่เกาะในฟิลิปปินส์

        ปาลาวัน เป็นหมู่เกาะของที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในฟิลิปปินส์ มีชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักท่องเที่ยวธรรมชาติทั่วโลก ท้องทะเลที่สวยงาม บนหาดทรายขาวสะอาดเป็นเอกลักษณ์ และยังเป็นเป้าหมายหลักของนักดำน้ำ เพื่อดูปะการังและสัตว์ต่างๆ ใต้ท้องทะเลอีกด้วย บนเกาะปาลาวันมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายพื้นที่ แต่ละพื้นที่ก็จะมีรีสอร์ท ทะเลทรายและกิจกรรมต่างๆ ให้เข้าร่วมแต่กต่างกันออกไปพื้นที่ที่เป็นที่ินิยมของนักท่องเที่ยวต่างๆ
          ปาลาวัน เป็นจุดศูนย์กลางของนักเดินทาง ที่ต้องการมาเที่ยวปาลาวันและหลังจากนั้นก็สามารถมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรือทางใต้ของเกาะ

 

อ้างอิง http://www.nipponsysit.com/cms/?p=2251

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โมเสสคือใครในประวัติศาสตร์



ผู้ที่ขอพระเจ้าให้แหวกทะเลแดง ให้ชาว ฮีบรูหนีพ้นการไล่ล่าของกองทัพอียิปต์  เหตุการณ์น่าอัศจรรย์ใจเหล่านี้อาจอุบัติขึ้นตามธรรมชาติ แต่ชาวฮีบรูมักตีความให้สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าเสมอ 
โมเสสมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างชาติของชนอิสราเอล เพราะได้รับเทวโองการให้เป็นผู้นำประชากรของ พระองค์นับล้านชีวิต (เพศชาย 6 แสนคน) อพยพออกจาก อียิปต์ (EXODUS) หลังจากตั้งรกรากอยู่กินมานานถึง 430 ปี เพื่อไป สร้างบ้านเมืองของตนเองในดินแดนแห่งพันธสัญญา (The Promised Land) หรือคานาอัน ที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิสราเอล ปาเลสไตน์ และ เลบานอน ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ซึ่งพระเจ้าเตรียมไว้ให้ลูกหลานของพระองค์โดยเฉพาะ นั้นคือภารกินอันใหญ่หลวง เพราะเป็นการเดินทางจากความเป็นทาสสู่ความเป็นไท จากความตายสู่ความมีชีวิตของชาวฮีบรู ซึ่ง ต่อไปจะเป็นคนแปลกหน้าในดินแดนแปลกถิ่นหรือคานาอันนั่นเอง
..... พระคัมภีร์เล่าเรื่องของโมเสสยาวเหยียดจุใจในพระธรรม 4 เล่ม ตั้งแต่แรกเกิดในครอบครัวยิวผู้ยากไร้แห่งนครโกเชน จะกระทั่งสิ้นลมหายใจสุดท้ายเมื่ออายุ 120 ปี ศพฝั่งอยู่ที่ยอดเขาพิสกาห์ในเทือกเขาเนโบตรงข้ามกับนครเจริโค ซึ่งทุกวันนี้ยัง ค้นหาศพของท่านไม่พบ เขาได้รับการยกย่องให้เป็น มหาประกาศ (Prophet ผู้ประกาศ สาสน์ของพระเจ้า เกี่ยวกับเรื่องในอดีต ปัจจุบัน อนาคต) ดังปรากฎในเฉลยพระธรรมบัญญัติ 35 : 10 ว่า "ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดเกิดขึ้นในอิสราเอล เสมอโมเสส ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรู้จักหน้าต่อหน้า "
.....แต่นับ เป็นเรื่องชวนฉงนอย่างยิ่งครับ.....ในขณะที่ปัจจุบันกลุ่มนักโบราณคดีที่ สนใจขุดค้าเรื่องราวตามพระคัมภีร์โดยเฉพาะ (Biblical Archaeologist ) ต่างยอมรับกันแล้วว่า ไบเบิลเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นดี เพราะพบหลักฐานเก่าแก่มากมาย ตางตามนั้น อีกทั้งเรื่องของโมเสสมีรายละเอียดครบถ้วนทุกแง่มุม ยกเว้นเพียงห้วงเวลาเอ็กโซดัส หรือการเอ่ยถึงพระนามฟาโรห์ ทว่า หลักฐานทางฝ่ายอียิปต์กลับไม่เคยเอ่ยชื่อโมเสสเลย แม้จะเชื่อว่า เขาถูกเลี้ยงดูประดุจเจ้าชายไอยคุปต์ก็ตาม จนดูเสมือน หนึ่งว่าเขาไม่น่าจะมีตัวตนจริง ๆ กระมัง
.....โมเสส เป็นใครกันแน่ หรือชาวอียิปต์เรียกเขาด้วยชื่ออื่น เฉกเช่นกรีกเรียกปฐมฟาโรห์นาร์เมอร์ว่า มีนืส เรียกฟาโรห์คูฟู ผู้ สร้างมหาปีระมิดว่า คีออปส์ หรือเรียกฟาโรห์เมนคาเร ผู้สร้างปีระมิดองค์ที่ ว่า ไมซีรีนุส ซึ่งเสียงเพี้ยนไปจากเดิมมาก จนไม่บอก จะเดาไม่ถูกเด็ดขาด แรกเริ่มเดินที ชาวไอยคุปต์เรียกคนชาติอื่นผู้ไม่มีอาณาจักรเป็นของตนเองต้องมาพึ่งใบบุญ อียิปต์ รวมถึง ทาสและเฉลยศึกที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองว่า อะปิรู (APIRU) คำคำนี้บางแห่งคัดลอกผิดเป็น HAPIRU หรือ HABIRU จนในที่ สุดเพี้ยนมาเป็นคำว่า ฮีบรู (HEBREW) ซึ่งต่างกับคำว่ายิว (JEW) มาจาก YEHUDI ภาษาฮีบรูแท้ ๆ หมายถึงคนของตระกูล จูดาห์ (โรมัน เรียก จูเดีย สถานที่ตั้งกรุงเยรูซาเล็ม) ชื่อบุตรชาย 1 ใน 12 คนของยาโคบ(อิสราเอล) ที่กลายเป็นอีกอาณาจักรแยก ออกจากอิสราเอลเมื่อกษัตริย์โซโลมอนสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เรื่องของชนชาวฮีบรูมีปรากฎหลักฐานทางฝ่ายอียิปต์เพียงแห่งเดียว ที่เดียวและบรรทัดเดียวในบทโศลกบนแผ่นศิลาจารึกชื่อ ISRAEL STELA (ขุดพบปี 1895 ที่เมืองลักซอร์) ของฟาโรห์ เมเรนปทาห์ (ปี 1224 - 1214 ก่อนคริสตศักราช) ว่า ISRAEL IS LAID WASTE, HIS SEED IS NOT ซึ่งไม่สามารถสื่อ ถึงอะไรได้ นอกจากชาวอิสราเอลเคยอาศัยอยู่ในอียิปต์จริง ส่วนพระคัมภีร์เล่าว่าชาวฮีบรู เดิมเร่ร่อนอยู่ในปาเลสไตน์ แล้วอพยพ หนีความแห้งแล้วอดอยากไปตั้งรกรากใหม่ทางดินดอนสามเหลียมปากแม่น้ำไนล์ฟาก ตะวันออกชื่อว่าแผ่นดินโกเชน เมื่ออยู่ติดต่อ กันนานหลายชั่วอายุคนก็ออกลูกแตกหลานเต็มบ้านล้นเมื่อง จนฟาโรห์เกรงจะเป็นภัยต่อความมั่นคง หากไม่สามารถจำกัดจำนวน อย่างใกล้ชิด ชาวฮีบรูจึงถูกลดสถานะลงเป็นทาสเรียกว่า อะบิรู ทำหน้าที่ผลิดก้อนอิฐผสมฟางแห้ง แต่จำนวนทาสหาได้ลดน้อยลง ไม่ ฟาโรห์จึงมีราชองการให้กำจัดทารกฮิบรูเพศชายที่เกิดใหม่ทุกคนด้วยการโยนลง แม่น้ำไนล์เป็นอาหารของจระเข้และ ฮิปโปโปเตมัส มหาประกาศเกิดในช่วงนี้เองตรงกับปี 1527 ก่อน ค.ศ. แม่ของเขาแอบฟูมฟักจนอายุ 3 เดือนก็จำใจต้องเอา ทารกน้อยใส่ตระกร้าลอยน้ำไปตายเอาดาบหน้า ความที่เป็นเด็กบุญญาธิการสูง ธิดาฟาโรห์จึงเป็นผู้พบตระกร้าและนำเด็กไปเลี้ยง ดูในวังตั้งชื่อให้ว่า โมเสส พระคัมภีร์ระบุว่าเป็นภาษาฮีบรูหมายถึง "ฉุดขึ้นมา " เพราะพระนางฉุดเขาขึ้นจากตระกร้าในน้ำ...แต่ เป็นได้หรือที่เจ้าหญิงไอยคุปต์ตั้งชื่อบุตรบุญธรรมของตนด้วยภาษาฮีบรูจากคำ ว่า MOSHE (MSHA แปลว่า "ฉุด" และ MOSHUI แปลว่า "ผู้ถูกฉุดขึ้นมา") ดังนั้นโมเสสน่าจะเป็นภาษาอิยิปต์มากกว่า โดย MOSE หมายถึง "ลูกชาย" ตรงกับภาษากรีกว่า Mosis เหมือนกับชื่อฟาโรห์ Thutmose แปลว่า โอรสแห่งเทพเจ้าธอธ์ นั่นเอง...
.....เนื่องจากพระ คัมภีร์ไม่ได้ระบุห้วงเวลาเอ็กโซดัสเอาไว้ นักไบเบิ้ลวิทยาต้องค้นหาหลักฐานกันเอง แต่ไหนแต่ไรมาสันนิษฐาน ว่าเกิดขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสต์กาลตรงรัชสมัยจอมฟาโรห์รามิเซสที่ 2 (ปี 1290-1224 ก่อน ค.ศ.) แม้แต่หนังเรื่อง บัญญัติ 10 ประการที่มีการค้นคว้าข้อมูลอย่างดีเยี่ยมก็ยังเชื่อเช่นนั้น เพราะหลักฐานต่าง ๆ เริ่มปรากฎเมื่อนักวิชาการหนุ่มชาว ฝรั่งเศสชื่อ ฌัง ฟรังซัว ฌองโปลียอง อ่านอักษรภาพเฮียโรกลิฟฟิกออกในปี 1822 และพบพระนามฟาโรห์รามิเซสจารึกอยู่ทั่วไป หมด ทรงสร้างเมืองและมหาวิหารใหญ่โตมโหฬารมากมายหลายแห่งรวมทั้งราชธานีใหม่ชื่อ ไพ รามิเซ (Pi-Ramesse แปลว่า ทรัพย์สินขององค์รามิเซส) นักโบราณคดียุคนั้นตื่นตะลึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์มาก จึงยกย่องให้เป็นมหาราช ต่อมาเมื่อเห็น ข้อความในพระคัมภีร์ว่าฟาโรห์ทรงใช้ทาสชาวฮีบรู สร้างนครไพธอม (PITHOM) และรามเซส (RAAMESE) ก็เลยเหมาว่าคือ ฟาโรห์รามิเซส จนกระทั่ง ดอกเตอร์มันเฟรด เบียแท็ก แห่งมหาวิทยาลัยเวียนนา ผู้มีประสพการ์ณด้านอียิปต์ศาสตร์นานมากกว่า 30 ปีได้ขุดเจอซากนครไพราแมสเซที่เมืองเทล เอลดาบา ห่างจากกรุงไคโรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 100 กม.เขาพบหลัก ฐานว่าเป็นนครเดียวกับอวารีส ราชธานีเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งฟาโรห์เป็นไท้ต่าวดาวท้าวต่างแดนชาวฮิกซอส (HYKSOS ภาษากรีก แปลว่าเจ้าชายทะเลทราย) ชนเผ่านักรบเร่ร่อนจากซีเรียตอนใต้ซึ่งเคยปกครองไอยคุปต์ตอนเหนืออยู่นาน 155 ปีนับจากปี 1730 ก่อน ค.ศ. เป็นต้นมา ราชธานีแห่งนี้มีมาก่อนฟาโรห์รามิเซสร่วม ๆ 500 ปี พระองค์เป็นเพียงผู้บูรณะใหม่อีกครั้งหนึ่ง...เอ็กโซดัสจึงมีความเป็นไปได้ ที่เกิดก่อนยุครามิเซส เมื่อบวกกับหลักฐานในพระคัมภีร์ ระบุว่าชาวฮีบรูอพยพออกจากอียิปต์เป็นเวลา 480 ปีก่อนกษัตริย์โซโลมอน ทรงสร้างมหาวิหารแห่งแรกที่กรุงเยรูซาแลม ในปี 967 ก่อน ค.ศ. (967 + 480) หรือรัชสมัยของฟาโรห์ดูดิโมส (DUDIMOSE) แห่งราชวงศ์ที่ 13 และหากโมเสสเกิดปี 1527 ก่อน ค.ศ. จริงจะมีอายุ 80 ปี สอดคล้องกับวัยที่ระบุในพระคัมภีร์พอดี ....เหตุผลสนับสนุนอีกข้อหนึ่งคือ ชาวฮีบรูเริ่มอพยพหนี้ภัย แล้งจากปาเลสไตน์สู่แผ่นดินโกเชนของอียิปต์ในรัชสมัยฟาโรห์เซนโวสเร็ตที่ 3 ซึ่งปกครองอียิปต์ระหว่างปี 1878 - 1843 ก่อน ค.ศ. และอยู่ฝังรกรานนานถึง 430 ปี ก่อนจะอพยพตามโมเสสสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา นั่นก็คือช่วงแห่งเอ็กโซดัสอยู่ระหว่าง ปี 1448 - 1413 ก่อน ค.ศ. อีกนั้นแหละ
.....ข้อมูลใหม่ข้างต้น นักไบเบิลวิทยาพยายามหาหลักฐานสนับสนุนว่าเอ็กโซดัสเกิดขึ้นกลางศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสต์กาล ก็เพื่อโยงปรากฎการ์ณมหัศจรรย์ทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็น การแหวกทะเลแดง หรือ ภัยพิบัติ 10 ประการที่โมเสส แสดงอิทธิฤทธิ์ บีบ ฟาโรห์ให้ยอมปล่อยทาสฮีบรูเป็นอิสระ ล้วนเป็นสิ่งอุบัติขึ้นตามธรรมชาติทั้งสิ้น โดยเป็นผลมาจากภูเขาไฟ เทรา ระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงนั้น ภูเขาไฟเทราตั้งอยู่ทางซีกตะวันออก ของทะเลเมดิเตอเรเนียน ห่างจากชายฝั่งอียิปต์ 800 กม. ทัขนาดใหญ่กว่าภูเขาไฟกรากะตั้วในหมู่เกาะชวา 6 เท่า เพียงแค่การกะตั้วระเบิด เมื่อปี 1886 เถ้าถ่านก็คลุ้งกระจายลงเรือเดิน สมุทรที่อยู่ไกลถึง 3,000 กม. ส่วนเสียงระเบิดดังสนั่นหวันไหวได้ยินไปถึงทวีปออสเตรเลียตอนเหนือที่อยู่ ห่าง 4,800 กม. ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดปรมาณูถล่มเมืองนางาซากิของญี่ปุ่นมีอำนาจทำลายล้างสูงเพียง 20 กิโลตัน แต่แรงระเบิดของภู เขาเทรา มีอานุภาพร้ายแรงขนาด 6 ล้านกิโลตัน มากกว่ากันเท่าไหรก็คำนวณดูเองนะครับ ..แล้วยังงี้จะไม่ให้ส่งผลกระทบถูก อียิปต์ได้ยังไหว !
.....ทุกวันนี้ ใครคือ โมเสส ยังคงเป็นปริศนาดำมืดที่นักไบเบิ้ลวิทยาคิดไม่ออก ขบไม่แตก เพราะขาดหลักฐานสนับสนุนจากแหล่ง อื่นว่า เขาเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ มีตัวตนจริง สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่สันนิษฐานไปตามข้อมูลใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้นในแต่ละ ครั้ง ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปไม่ตรงกันเสียเป็นส่วนมาก เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ซิกมันด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยาคนสำคัญของโลก ชี้ว่า โมเสสคือผู้อยู่เบื้องหลัง ฟาโรห์อัคเคนาเตน ในการปฏิวัติศาสนาอียิปต์จากการเคารพเทพเจ้าหลายองค์ลงเหลือสุริยเทพอาเตน เพียงองค์เดียว คล้ายกับบัญญัติข้อแรกของชาวฮีบรู "จงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกจากเรา" ฟรอยด์วิเคราะห์ว่า ADONAI ซึ่งชาว ฮีบรูใช้เรียกขานพระเจ้าของตนนั้น เมื่อเขียนเป็นภาษาอียิปต์จะตรงกับคำว่า อาเตนนั่นเอง อีกครึ้งศตวรรษต่อมา นักประวัติศาสตร์ ขาวอียิปต์ชื่อ อาเหม็ด ออสมาน นายคนนี้ไม่อ้อมค้อมแบบฟรอยด์ดอกครับ เขาฟันธงไปเลยว่าโมเสส กับ ฟาโรห์อัคเคนาเตนคือคนคนเดียวกัน พร้อมทั้งเหตุผลสนับสนุนมากมาย แต่นักไบเบิ้ลวิทยากลับเชื่อหลักฐานในรัชสมัยฟาโรห์ อเมนโฮเท็ปที่ 3 ว่า พระองค์ทรงมีรัชทายาท 2 พระองค์ อัคเคนาเตนคือโอรสแท้ดังปรากฏบนเหยือกสุราประจำพระองค์ จารึกไว้ ว่า "โอรสองค์จริงแห่งฟาโรห์" และได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา ส่วนอีกองค์หนึ่งคือเจ้าชายหนุ่มโมซิส (คนละองค์กับฟาโรห์พระนามนี้) เรื่องราวของเขาหายขาดตอนไปก่อนอัคเคนาเตนขึ้นเป็นฟาโรห์ไม่นาน ทิ้งสุสานที่สร้างเตรียมไว้ในบริเวญหุบผากษัตริย์ให้ร้าว ว่างเปล่าปราศจากมัมมี่ของพระองค์ ถ้าหากเจ้าชายองค์นี้เลิกนับถือเทพเจ้าอียิปต์และตัดชื่อ THUT (เทพเจ้าธอธ์) ออก เขาก็ จะชื่อโมซิสหรือ โมเสส...

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คุณทวดชาวญี่ปุ่นที่อายุยืนที่สุดในโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจิโอเรมอน คิมุระ (Jioremon Kimura) คุณทวดชาวญี่ปุ่นที่อายุยืนที่สุดในโลก ซึ่งได้รับการจดบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กให้เป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในโลกได้เสียชีวิตด้วยโรคชราที่เมืองเคียวทังโกะ (Kyotango) ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเช้าตรู่วันที่ 12 มิถุนายนนี้ ด้วยวัย 116 ปี 54 วัน
รายงานข่าวแจ้งว่า นายจิโอเรมอน คิมุระเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยโรคปอดบวม แล้วเพิ่งอาการทรุดหนักเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
คุณทวดคิมุระเกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2440 ในครอบครัวชาวนาในเมืองเคียวทังโกะ (Kyotango)
คุณทวดมีลูก 7 คน หลาน 14 คน เหลน 25 คน และโหลนอีก 15 คน เกษียณจากอาชีพบุรุษไปรษณีย์เมื่ออายุ 60 ปีแต่ก็ยังไม่หยุดทำงานมีกิจกรรมทำสวนเป็นงานอดิเรกต่อไปจนอายุ 90 ปี คุณทวดไม่สูบบุหรี่ และรับประทานอาหารให้อิ่มเพียงร้อยละ 80 สุภาษิตประจำใจคือ "กินน้อยๆ จะได้อยู่นานๆ"
ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุที่อายุเกินร้อยปีมากที่สุดในโลก โดยเมืองโอกินาวา มีสถิติผู้มีอายุเกินร้อยจำนวนมากที่สุด คือ 50 คนต่อ 100,000 คน

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทัชมาฮาล


ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก[ต้องการอ้างอิง]สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุลผู้มีรักมั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ เจ้าชายขุร์รัม ชึ่งต่อมาคือสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน พระราชสมภพในปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ. 1592) พระบิดา คือ สมเด็จพระจักรพรรดิชะฮันคีร์จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โมกุล ตามตำนานกล่าวว่า พระองค์ได้พบกับอรชุมันท์ พานุ เพคุม ธิดาของรัฐมนตรี เมื่อพระองค์มีพระชนมายุ 14 พรรษา พระองค์ทรงหลงใหลและหลงรักนาง เจ้าชายขุร์รัมจึงซื้อเพชรด้วยเงิน 10,000 รูปีและบอกแก่พระบิดาของพระองค์ว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะแต่งงานกับบุตรีของรัฐมนตรี พิธีเสกสมรสถูกจัดขึ้นหลังจากนั้น 5 ปี เมื่อพ.ศ. 2155 (ค.ศ. 1612) จากนั้นมาทั้งสองก็มิเคยอยู่ห่างกันอีกเลย
หลังจากที่สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ขึ้นครองราชบัลลังก์ในปี พ.ศ. 2171 พระองค์มอบความไว้วางใจแก่ อรชุมันท์ พานุ เพคุม และเรียกนางว่า มุมตัซ มาฮาล "อัญมณีแห่งราชวัง" พระมเหสีติดตามพระองค์
แม้แต่ในสนามรบ แนะนำพระองค์ในเรื่องราชการของประเทศ และพระองค์ซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระมเหสียิ่งนัก ครั้นในปี พ.ศ. 2174 (ค.ศ. 1631) พระมเหสีมุมตัซสิ้นพระชนม์ หลังจากให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 การสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันโศกเศร้าอยู่ถึงสองทศวรรษ ราชสมบัติส่วนใหญ่สูญเสียไปเพื่อการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของทั้งสองพระองค์
พระองค์ถูกกักขังอยู่ถึง 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี พ.ศ. 2209 (ค.ศ. 1666) ตามตำนานกล่าวว่าให้วันสุดท้ายของชีวิตพระองค์ใช้เวลาทั้งวันในการจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และสิ้นพระชนม์ด้วยเศษกระจกในกำมือ พระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างพระมเหสีซึ่งพระองค์ไม่เคยลืม มีบางคนกล่าวว่าสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮันมิได้ประสงค์ที่จะถูกฝังร่วมกับประมเหสี แต่พระองค์มีแผนการที่จะสร้างสุสานอีกแห่งด้วยหินอ่อนสีดำ เพื่อเป็นสุสานของพระองค์ แต่ผู้รู้หลายท่านเชื่อว่าพระองค์ประสงค์ที่จะถูกฝังเคียงข้างพระนางมุมตัซ มาฮาลTaj Mahal in March 2004.jpg

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

น้ำตกไนแอการา


น้ำตกไนแอการา (อังกฤษNiagara Falls ; ฝรั่งเศสles Chutes du Niagara) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งประกอบกัน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกาน้ำตกไนแอการาประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก น้ำตกแคนาดา) สูง 158 ฟุต, น้ำตกอเมริกาสูง 167 ฟุต, และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil. แม้น้ำตกไนแอการาจะไม่สูงอย่างโดดเด่น แต่ก็กว้างมาก
น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2 ประเทศมานานกว่าศตวรรษ
แม่น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอเมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนตาริโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือไนแอการาฟอลส์ รัฐนิวยอร์ก

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บีโธเฟน


ลุดวิก ฟาน เบโธเฟ่นเกิดที่เมืองบอนน์ (ประเทศเยอรมนี) เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1770 และได้เข้าพิธีศีลจุ่มในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1770 เป็นลูกชายคนรองของโยฮันน์ ฟาน เบโธเฟ่น (Johann van Beethoven) กับ มาเรีย มักเดเลนา เคเวริค (Maria Magdelena Keverich) ขณะที่เกิดบิดามีอายุ 30 ปี และมารดามีอายุ 26 ปี ชื่อต้นของเขาเป็นชื่อเดียวกับปู่ และพี่ชายที่ชื่อลุดวิกเหมือนกัน แต่เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ครอบครัวของเขามีเชื้อสายเฟลมิช (จากเมืองเมเชเลนในประเทศเบลเยียม) ซึ่งก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใด นามสกุลของเขาจึงขึ้นต้นด้วย ฟาน ไม่ใช่ฟอน ตามที่หลายคนเข้าใจ
บิดาเป็นนักนักร้องในคณะดนตรีประจำราชสำนัก และเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบ ซ้ำยังติดสุรา รายได้เกินครึ่งหนึ่งของครอบครัวถูกบิดาของเขาใช้เป็นค่าสุรา ทำให้ครอบครัวยากจนขัดสน บิดาของเขาหวังจะให้เบโธเฟ่นได้กลายเป็นนักดนตรีอัจฉริยะอย่าง โมสาร์ท นักดนตรีอีกคนที่โด่งดังในช่วงยุคที่เบโธเฟ่นยังเด็ก จึงเริ่มสอนดนตรีให้ใน ค.ศ. 1776 ขณะที่เบโธเฟ่นอายุ 5 ขวบ
แต่ด้วยความหวังที่ตั้งไว้สูงเกินไป (ก่อนหน้าเบโธเฟ่นเกิด โมสาร์ทสามารถเล่นดนตรีหาเงินให้ครอบครัวได้ตั้งแต่อายุ 6 ปี บิดาของเบโธเฟ่นตั้งความหวังไว้ให้เบโธเฟ่นเล่นดนตรีหาเงินภายในอายุ 6 ปีให้ได้เหมือนโมสาร์ท) ประกอบกับเป็นคนขาดความรับผิดชอบเป็นทุนเดิม ทำให้การสอนดนตรีของบิดานั้นเข้มงวด โหดร้ายทารุณ เช่น ขังเบโธเฟ่นไว้ในห้องกับเปียโน 1 หลัง , สั่งห้ามไม่ให้เบโธเฟ่นเล่นกับน้อง ๆ เป็นต้น ทำให้เบโธเฟ่นเคยท้อแท้กับเรื่องดนตรี แต่เมื่อได้เห็นสุขภาพมารดาที่เริ่มกระเสาะกระแสะด้วยวัณโรค ก็เกิดความพยายามสู้เรียนดนตรีต่อไป เพื่อหาเงินมาสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว
ค.ศ. 1777 เบโธเฟ่นเข้าเรียนโรงเรียนสอนภาษาละตินสำหรับประชาชนที่เมืองบอนน์
ค.ศ. 1778 การฝึกซ้อมมานานสองปีเริ่มสัมฤทธิ์ผล เบโธเฟ่นสามารถเปิดคอนเสิร์ตเปียโนในที่สาธารณะได้เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมขณะอายุ 7 ปี 3 เดือน ที่เมืองโคโลญจน์ (Cologne) แต่บิดาของเบโธเฟ่นโกหกประชาชนว่าเบโธเฟ่นอายุ 6 ปี เพราะหากอายุยิ่งน้อย ประชาชนจะยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น ในฐานะนักดนตรีที่เก่งตั้งแต่เด็ก
หลังจากนั้น เบโธเฟ่นเรียนไวโอลินและออร์แกนกับอาจารย์หลายคน จนใน ค.ศ. 1781 เบโธเฟ่นได้เป็นศิษย์ของคริสเตียน กอตท์โลบ นีเฟ (Christian Gottlob Neefe) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สร้างความสามารถในชีวิตให้เขามากที่สุด นีเฟสอนเบโธเฟ่นในเรื่องเปียโนและการแต่งเพลง
ค.ศ. 1784 เบโธเฟ่นได้เล่นออร์แกนในคณะดนตรีประจำราชสำนัก ในตำแหน่งนักออร์แกนที่สอง มีค่าตอบแทนให้พอสมควร แต่เงินส่วนใหญ่ที่หามาได้ ก็หมดไปกับค่าสุราของบิดาเช่นเคย
ค.ศ. 1787 เบโธเฟ่นเดินทางไปยังเมืองเวียนนา(Vienna) เพื่อศึกษาดนตรีต่อ เขาได้พบโมสาร์ท และมีโอกาสเล่นเปียโนให้โมสาร์ทฟัง เมื่อโมสาร์ทได้ฟังฝีมือของเบโธเฟ่นแล้ว กล่าวกับเพื่อนว่าเบโธเฟ่นจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกดนตรีต่อไป แต่อยู่เมืองนี้ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็ได้รับข่าวว่าอาการวัณโรคของมารดากำเริบหนัก จึงต้องรีบเดินทางกลับบอนน์ หลังจากกลับมาถึงบอนน์และดูแลมารดาได้ไม่นาน มารดาของเขาก็เสียชีวิตลงในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1787 ด้วยวัย 43 ปี เบโธเฟ่นเศร้าโศกซึมเซาอย่างรุนแรง ในขณะที่บิดาของเขาก็เสียใจไม่แพ้กัน แต่การเสียใจของบิดานั้น ทำให้บิดาของเขาดื่มสุราหนักขึ้น ไร้สติ จนในที่สุดก็ถูกไล่ออกจากคณะดนตรีประจำราชสำนัก เบโธเฟ่นในวัย 16 ปีเศษ ต้องรับบทเลี้ยงดูบิดาและน้องชายอีก 2 คน
ค.ศ. 1788 เบโธเฟ่นเริ่มสอนเปียโนให้กับคนในตระกูลบรอยนิงค์ เพื่อหาเงินให้ครอบครัว
ค.ศ. 1789 เบโธเฟ่นเข้าเป็นนักศึกษาไม่คิดหน่วยกิตในมหาวิทยาลัยบอนน์
ค.ศ. 1792 เบโธเฟ่นตั้งรกรากที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เบโธเฟ่นมีโอกาสศึกษาดนตรีกับโยเซฟ ไฮเดินหลังจากเขาเดินทางมาเวียนนาได้ 1 เดือน ก็ได้รับข่าวว่าบิดาป่วยหนักใกล้จะเสียชีวิต (มาเวียนนาครั้งก่อน อยู่ได้ครึ่งเดือนมารดาป่วยหนัก มาเวียนนาครั้งนี้ได้หนึ่งเดือนบิดาป่วยหนัก) แต่ครั้งนี้เขาตัดสินใจไม่กลับบอนน์ แบ่งหน้าที่ในบอนน์ให้น้องทั้งสองคอยดูแล และในปีนั้นเองบิดาของเบโธเฟ่นก็สิ้นใจลงโดยไม่มีเบโธเฟ่นกลับไปดูใจ แต่เบโธเฟ่นเองก็ประสบความสำเร็จในการแสดงคอนเสิร์ตในฐานะนักเปียโนเอก และเป็นผู้ที่สามารถเล่นได้โดยคิดทำนองขึ้นมาสด ๆ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงและครอบครัวขุนนาง
ค.ศ. 1795 เขาเปิดการแสดงดนตรีในโรงละครสาธารณะในเวียนนา และแสดงต่อหน้าประชาชน ทำให้เบโธเฟ่นเริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น
ค.ศ. 1796 ระบบการได้ยินของเบโธเฟ่นเริ่มมีปัญหา เขาเริ่มไม่ได้ยินเสียงในสถานที่กว้าง ๆ และเสียงกระซิบของผู้คน เขาตัดสินใจปิดเรื่องหูตึงนี้เอาไว้ เพราะในสังคมยุคนั้น ผู้ที่ร่างกายมีปัญหา(พิการ) จะถูกกลั่นแกล้ง เหยียดหยาม จนในที่สุดผู้พิการหลายคนกลายเป็นขอทาน ดังนั้น เขาต้องประสบความสำเร็จให้ได้เสียก่อนจึงจะเปิดเผยเรื่องนี้ จากนั้นเขาก็เริ่มประพันธ์บทเพลงขึ้นมา แล้วจึงหันเหจากนักดนตรีมาเป็นผู้ประพันธ์เพลง เขาสร้างสรรค์ผลงานที่มีแนวแตกต่างไปจากดนตรียุคคลาสสิกคือ ใช้รูปแบบยุคคลาสสิก แต่ใช้เนื้อหาจากจิตใจ ความรู้สึกในการประพันธ์เพลง จึงทำให้ผลงานเป็นตัวของตัวเอง เนื้อหาของเพลงเต็มไปด้วยการแสดงออกของอารมณ์อย่างเด่นชัด
ค.ศ. 1801 เบโธเฟ่นเปิดเผยเรื่องปัญหาในระบบการได้ยินให้ผู้อื่นฟังเป็นครั้งแรก แต่ครั้งนี้สังคมยอมรับ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องปกปิดเรื่องอาการหูตึงอีก หลังจากนั้น ก็เป็นยุคที่เขาประพันธ์เพลงออกมามากมาย แต่เพลงที่เขาประพันธ์นั้นจะมีปัญหาตรงที่ล้ำสมัยเกินไป ผู้ฟังเพลงไม่เข้าใจในเนื้อหา แต่ในภายหลัง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มเข้าใจในเนื้อเพลงของเบโธเฟ่น บทเพลงหลายเพลงเหล่านั้นก็เป็นที่นิยมล้นหลามมาถึงปัจจุบัน
เมื่อเบโธเฟ่นโด่งดังก็ย่อมมีผู้อิจฉา มีกลุ่มที่พยายามแกล้งเบโธเฟ่นให้ตกต่ำ จนเบโธเฟ่นคิดจะเดินทางไปยังเมืองคาสเซล ทำให้มีกลุ่มผู้ชื่นชมในผลงานของเบโธเฟ่นมาขอร้องไม่ให้เขาไปจากเวียนนา พร้อมทั้งเสนอตัวให้การสนับสนุนการเงิน โดยมีข้อสัญญาว่าเบโธเฟ่นต้องอยู่ในเวียนนา ทำให้เขาสามารถอยู่ได้อย่างสบาย ๆ และผลิตผลงานตามที่ต้องการโดยไม่ต้องรับคำสั่งจากใคร
เบโธเฟ่นโด่งดังมากในฐานะคีตกวี อาการสูญเสียการได้ยินมีมากขึ้น แต่เขาพยายามสร้างสรรค์ผลงานจากความสามารถและสภาพที่ตนเป็นอยู่ มีผลงานชั้นยอดเยี่ยมให้กับโลกแห่งเสียงเพลงเป็นจำนวนมาก ผลงานอันโด่งดังในช่วงนี้ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 5 ที่เบโธเฟ่นถ่ายทอดท่วงทำนองออกมาเป็นจังหวะ สั้น - สั้น - สั้น - ยาวอาการไม่ได้ยินรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ที่เขาประพันธ์ออกมาเมื่อหูหนวกสนิทตั้งแต่ปี ค.ศ. 1819 เป็นต้นมา รวมทั้งบทเพลงควอเต็ตเครื่องสายที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาก็ประพันธ์ออกมาในช่วงเวลานี้เช่นกัน
ในช่วงนี้ เบโธเฟ่นมีอารมณ์แปรปรวน เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับหลานชายที่เขารับมาอุปการะ เขาถูกหาว่าเป็นคนบ้า และถูกเด็ก ๆ ขว้างปาด้วยก้อนหินเมื่อเขาออกไปเดินตามท้องถนน แต่ก็ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความเป็นอัจฉริยะของเขาได้ แต่ภายหลังเขาก็ได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับหลานชายเป็นที่เรียบร้อย
ค.ศ. 1826 โรคเรื้อรังในลำไส้ที่เบโธเฟ่นเป็นมานานก็กำเริบหนัก หลังจากรักษาแล้ว ได้เดินทางมาพักฟื้นที่บ้านน้องชายบนที่ราบสูง แต่อารมณ์แปรปรวนก็ทำให้เขาทะเลาะกับน้องชายจนได้ เขาตัดสินใจเดินทางกลับเวียนนาในทันที แต่รถม้าที่นั่งมาไม่มีเก้าอี้และหลังคา เบโธเฟ่นทนหนาวมาตลอดทาง ทำให้เป็นโรคปอดบวม แต่ไม่นานก็รักษาหาย
12 ธันวาคม ค.ศ. 1826 โรคเรื้อรังในลำไส้และตับของเบโธเฟ่นกำเริบหนัก อาการทรุดลงตามลำดับ
26 มีนาคม ค.ศ. 1827 เบโธเฟ่นเสียชีวิตลง พิธีศพของเขาจัดขึ้นอย่างอลังการในโบสถ์เซนต์ ตรินิตี โดยมีผู้มาร่วมงานกว่า 20,000 คน ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่สุสานกลางในกรุงเวียนนา

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ประวัติ พุทธทาสภิกขุ


ประวัติ พุทธทาสภิกขุ


๑. กำเนิดแห่งชีวิต
ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา
ท่านอาจารย์พุทธทาส มีนามเดิมว่า เงื่อม นามสกุล พานิช เกิดเมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย วันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ในสกุลของพ่อค้าที่ตลาด พุมเรียง ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี บิดา ชื่อ เซี้ยง มารดาชื่อ เคลื่อน มีน้องสองคนเป็นชายชื่อยี่เก้ย และเป็นหญิงชื่อกิมซ้อย บิดาของท่านมีเชื้อสายจีน ประกอบอาชีพหลักคือ การค้าขายของชำ เฉกเช่น ที่ชาวจีนนิยมทำกันทั่วไปแต่อิทธิพลที่ท่านได้รับจากบิดา กลับเป็นเรื่องของ ความสามารถทางด้านกวี และทางด้านช่างไม้ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่รักยิ่งของบิดา 

ส่วนอิทธิพลที่ได้รับจากมารดา คือ ความสนใจ ในการศึกษาธรรมะ อย่างลึกซึ้ง อุปนิสัยที่เน้น เรื่องความประหยัด เรื่องละเอียดละออในการ
ใช้จ่ายและการทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด และต้องทำให้ดีกว่าครูเสมอ ท่านได้เรียนหนังสือเพียงแค่ชั้น ม.๓ แล้วต้องออกมาค้าขาย แทนบิดาซึ่งเสียชีวิต

ภาพที่แนบมา
ครั้น อายุครบ ๒๐ ปี ก็ได้บวชเป็นพระ ตามคตินิยมของชายไทย ที่วัดโพธาราม ไชยา ได้รับฉายาว่า"อินทปัญโญ" แปลว่า ผู้มีปัญญา อันยิ่งใหญ่ เดิมท่านตั้งใจจะบวชเรียนตามประเพณี เพียง ๓ เดือน แต่ ความสนใจ ความซาบซึ้ง ความรู้สึกเป็นสุข และสนุกในการศึกษาและเทศนแสดงธรรม ทำให้ท่านไม่อยากสึก เล่ากันว่า เจ้าคณะอำเภอ เคยถามท่าน ขณะที่ เป็นพระเงื่อม ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรในการใช้ชีวิต ท่านตอบว่า "ผมคิดว่าจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ แก่เพื่อนมนุษย์ ให้มากที่สุด" "..แต่ถ้ายี่เก้ย จะบวช ผมก็ต้องสึกออกไป อยู่บ้านค้าขาย"
ท่านเจ้าคณะอำเภอ ก็เลยไปคุยกับโยมแม่ของท่านว่า ท่านควรจะอยู่เป็นพระต่อไป ส่วนยี่เก้ย น้องชายของท่านนั้นไม่ต้องบวชก็ได้เพราะมี
ชีวิตเหมือนพระอยู่แล้ว คือเป็นคนมักน้อย สันโดษ การกินอยู่ก็เรียบง่าย ตัดผมสั้นเกรียน ตลอดเวลา นายยี่เก้ย ก็เลยไม่ได้บวช ให้พี่ชาย บวช แทน มาตลอด
นาย ยี่เก้ย ต่อมาก็คือ "ท่านธรรมทาส" ฆราวาสผู้เป็นกำลังหลักของคณะธรรมทาน ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของสวนโมกขพลาราม

๒. อุดมคติแห่งชีวิต

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา

พระเงื่อมได้เดินทางมาศึกษาธรรมะต่อ ที่กรุงเทพฯ สอบได้นักธรรมเอกแล้วเรียนภาษาบาลีจนสอบได้เปรียญ ๓ ประโยคระหว่างที่เรียน เปรียญธรรม๔ อยู่นั้น ด้วยความที่ท่านเป็นคนรักการศึกษาค้นคว้าจากพระไตรปิฎก และศึกษาค้นคว้าออกไปจากตำรา ถึงเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา อินเดีย และการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในโลกตะวันตก ทำให้ท่านรู้สึกขัดแย้งกับวิธีการสอนธรรมะ ที่ยึดถือรูปแบบตามระเบียบแบบแผนมากเกินไป ความย่อหย่อนในพระวินัยของสงฆ์ ตลอดจนความเชื่อที่ผิดๆ ของพุทธศาสนิกชน ในเวลานั้น ทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นว่า พระพุทธศาสนาที่สอนที่ปฏิบัติกัน ในเวลานั้นคลาดเคลื่อน ไปมาก จากที่ พระพุทธองค์ ทรงชี้แนะ

จากบันทึกของท่าน เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เขียนไว้ว่า
"...ชีวิตของข้าพเจ้า สละทุกอย่างๆ มุ่งหมาย ต่อความสุขนี้ และประกาศเผยแพร่ความสุขนี้ เท่านั้น ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ในบรรดามีอยู่ใน พุทธศาสนา..."


๓. ปณิธานแห่งชีวิต

ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา ภาพที่แนบมา

อุดมคติ ที่หยั่งรากลึกลงแล้วนี้ ทำให้ท่านสนใจใฝ่หาความรู้ทางธรรมะตลอดเวลา ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือหินยาน แต่ครอบคลุมไปถึงพระพุทธศาสนา แบบมหายาน และศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู สิกข์ เป็นต้น จากความรอบรู้ที่กว้างขวาง และลึกซึ้ง นี้เอง ทำให้ท่านสามารถประยุกต์ วิธีการสอน และปฏิบัติธรรมะได้อย่างหลากหลาย ให้คนได้เลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับพื้นความรู้และอุปนิสัยของตนได้ โดยไม่จำกัดชนชั้นเชื้อชาติ และศาสนา เพราะท่านเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนก็คือ เพื่อน ร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น และหัวใจของทุกศาสนาก็เหมือนกันหมด คือ ต้องการ ให้คน พ้นจากความทุกข์

ท่านจึง ได้ตั้ง ปณิธานในชีวิตไว้ ๓ ข้อ คือ
๑. ให้พุทธศาสนิกชน หรือ ศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตามเข้าถึง ความหมายอันลึกซึ้ง ที่สุดแห่งศาสนาของตน
๒. ทำความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา
๓. ดึงเพื่อนมนุษย์ให้ออกมาเสียจากวัตถุนิยม

แม้ในความพยายามที่จะทำตามปณิธานนี้ จะทำให้บางคนไม่เข้าใจท่าน ไม่ชอบท่าน ด่าว่าท่าน หาว่าท่านจ้วงจาบ พระพุทธศาสนา เป็นเดียรถีย์ เป็นคอมมิวนิสต์ หรือ รับจ้างคนคริสต์ มาทำลายล้างพระพุทธศาสนาก็ตาม แต่ท่านกลับรับฟัง คำวิจารณ์เหล่านี้ด้วยใจเป็นกลาง ถือเป็นการแลกเปลี่ยนทางความคิด ในเรื่อง เนื้อหา และหลักการ มากกว่า ที่จะก่อความขัดแย้งส่วนตัว เพราะท่านมีหลัก ในการทำงานว่า " พุทธบุตร ทุกคน ไม่มีกังวล ในการรักษาชื่อเสียง มีกังวล แต่การทำความบริสุทธิ์เท่านั้น เมื่อได้ทำความบริสุทธิ์ มองเห็นชัดเจนใจ อยู่แล้วว่า นี่มันบริสุทธิ์เป็นธรรมแท้ ใครจะชอบ หรือ ไม่ชอบก็ตาม เราต้องทำ ด้วยความพยายามอย่างสุดชีวิต จะมีชื่อเสียง หรือไม่นั้น อย่านึกถึงเลย เป็นอันขาด จะกลายเป็นเศร้าหมอง และ หลอกลวง ไปไม่มาก ก็น้อย" 

ในที่สุด ท่านก็ได้รับการยอมรับ จากวงการ คณะสงฆ์ไทย วงการศึกษาของไทยและวงการศึกษาธรรมะของโลก
ได้รับการยอมรับให้เป็นเสนาบดีแห่งกองทัพธรรมในยุคหลัง กึ่งพุทธกาล เยี่ยงพระมหากัสสป ในครั้งพุทธกาล